วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วันวานที่บ้านเรา เด็กหญิงฮาคีมาร์ อีแต


วันวานที่บ้านเรา

จังหวัดยะลาเป็นจังหวัดหนึ่งที่ตั้งอยู่ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นจังหวัดเล็กๆที่อยู่ใต้สุดแดนสยาม       ยะลาเป็นจังหวัด ที่มีการวางผังเมืองแบบใยแมงมุมที่สวยที่สุดในประเทศไทย  และได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดเมืองที่สะอาดปีซ้อนระหว่าง พ.ศ. 2528- พ.ศ. 2530   และในพ.ศ 2540 ได้รับการคัดเลือกจากองค์การอนามัยโลกให้เป็น 1 ใน 5 เมืองของประเทศไทย  
ชาวยะลาเป็นผู้คนที่มีจิตใจดี มีน้ำใจ สามัคคีและช่วยเหลือซึ่งกันและกันมาโดยตลอด ถึงแม้จะนับถือศาสนาที่ต่างกันแต่ก็ไม่เคยแบ่งแยกกันซึ่งเป็นอย่างนี้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว  จังหวัดยะลามีทั้งหมด 8 อำเภอ  ในแต่ละอำเภอจะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพแวดล้อมของอำเภอนั้นๆ เช่น น้ำตกธารโตของอำเภอธารโต  น้ำตกนี้เป็นน้ำตกที่มีความสวยงาม มีระดับน้ำตกถึง 7 ชั้นลดหลั่นกันอย่างสวยงาม มีแอ่งน้ำที่สามารถเล่นน้ำและร่มรื่นไปด้วยป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้ที่น่าสนใจรวมถึงต้นศรียะลาหรือต้นอโศกเหลือง ซึ่งจะออกดอกชูช่อสีเหลืองสวยงามในราวเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
และอีกน้ำตกหนึ่งในธารโตคือน้ำตกละอองรุ้ง  มีทางเข้าไปยังหมู่บ้านของชนเผ่าซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในนาม        “ซาไก ” ซึ่งแต่เดิมดำรงชีวิตอยู่ด้วยการหาของป่า  มีความชำนาญการในด้านการล่าสัตว์และการรักษาด้วยยาสมุนไพรบ้านเรือนของชาวซาไกจะสร้างด้วยไม่ไผ่มุงหลังคาจาก ต่อมากรมประชาสัมพันธ์สงเคราะห์ได้กราบบังคมทูล                            สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและได้มอบ “ศรีธารโต ” เป็นนามสกุลพระราชทานให้ชาวซาไกได้ใช้จนถึงปัจจุบันชาวซาไกได้มีการแยกย้ายออกไปทำงานที่อื่นบ้าง  แต่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ก็ยังคงมีชาวซาไกพอให้เห็นอยู่บ้าง
อีกสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากันก็คืออำเภอเบตง  เป็นอำเภอที่อยู่ใต้สุดแดนสยาม  มีเส้นทางคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา มองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามของทะเลสาบป่าและสวนยางพารา ตัวเมืองตั้งอยู่ในโอบล้อมของขุนเขา  อากาศเย็นสบาย  มีหมอกปกคลุมในยามเช้าจนได้สมญานามว่า “ เมืองในหมอก  ดอกไม้งาม ” เบตงเป็นอำเภอที่มีความเจริญด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวมาก  ทำให้ชาวมาเลเซียเดินทางมาท่องเที่ยวกันอย่างแพร่หลาย มีตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่และสวนดอกไม้ที่สวยงาม  รวมไปถึงบ่อน้ำร้อนและอุโมงค์  สามารถสร้างรายได้แก่ชาวอำเภอเบตงได้อย่างมาก        
ดิฉันเองอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอามัน หมู่ที่5 ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมืองยะลา ซึ่งในหมู่บ้านของดิฉันก็มีตำนานที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าอำเภออื่นๆเลย  ซึ่งเป็นตำนานเกี่ยวกับเจ้าเมืองที่มีชื่อว่า "พระเจ้าเขี้ยวเพชร" กับการปกครองเมืองโบราณ ซึ่งในสมัยนั้นเป็นการปกครองเมืองของพระเจ้าเขี้ยวเพชร (รายาซีหยง) โดยมีผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า  เมื่อ 200 ปีก่อนนั้นบริเวณหมู่บ้านอามัน ในเขตหมู่ที่ 5 บ้านบาโงยบาแดนั้น เป็นบริเวณของวังโบราณที่มีพระเจ้าเขี้ยวเพชรปกครองเมืองอยู่ ชาวบ้านดั้งเดิมเรียกว่า "รายาซีหยง" มีอาณาบริเวณกว้าง ซึ่งรอบบริเวณของวังโบราณมีการขุดคลองเพื่อกั้นเป็นอาณาเขต จากหลักฐานที่คงเหลืออยู่บริเวณวังโบราณตั้งอยู่บ้านอามันห่างจากถนนสายบาโงยบาแดประมาณ 500 เมตร พื้นที่จะเป็นเนินสูง มีเศษซากของอิฐที่ทำจากหิน ดิน อยู่ประปรายรอบบริเวณ ในพื้นที่รอบข้างมีร่องรอยของคลองรอบเมืองซึ่งเดิมจะไหลไปบรรจบกับแม่น้ำปัตตานี ในปัจจุบันตื้นเขินเป็นพื้นที่ลุ่มซึ่งน้ำไม่สามารถไหลผ่าน ส่วนบริเวณซุ้มประตู ตั้งอยู่บริเวณบ้านอามัน ซึ่งห่างออกไปเป็นบริเวณติดต่อกับพื้นที่ของตำบลบันนังสาเรง อำเภอเมืองยะลา รายาซีหยงท่านนี้เป็นผู้ที่ปกครองเมืองที่เคร่งครัด  ดุดัน  เด็ดขาดมากในเรื่องการปกครอง ทำให้เหล่าข้าทาสบริวารต่างก็อยู่ในโอวาทกันทุกคน จากตำนานนี้ชาวบ้านยังเล่าต่อไปอีกว่าพระเจ้าเขี้ยวเพชร (รายาซีหยง) ชอบรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของเลือดมนุษย์ ด้วยเหตุมาจากการที่แม่ครัวทำกับข้าวบังเอิญมีดบาดนิ้วขณะปรุงอาหาร  ทำให้เลือดได้หยดลงไปในอาหาร  เมื่อรายาซีหยงได้รับประทานอาหารมื้อนั้นก็รู้สึกอร่อยเป็นพิเศษเลยได้พูดขึ้นว่า “อาหารมื้อนี้ช่างมีรสชาติที่อร่อยกว่าอาหารมื้อไหนๆ” จึงเรียกแม่ครัวทำอาหารมาถามว่าเพราะเหตุใด  แม่ครัวเลยตอบไปว่าทำอาหารเหมือนทุกวันแต่วันนี้เลือดของเขาได้หยดลงไปในอาหารไปด้วย  จากเหตุการณดังกล่าวทำให้การรับประทานอาหารของรายาซีหยงต้องมีการนำเลือดมาเป็นส่วนผสมด้วยทุกครั้ง จนบริวารต้องคอยหาเลือดมาถวายให้รายาซีหยงเป็นประจำทุกวัน จนผู้คนในเมืองต่างหวาดกลัวกับการกระทำของรายาซีหยง
              จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นตำนานหนึ่งของบ้านอามันที่เล่ากันมาต่อๆจากรุ่นสู่รุ่น แต่เมืองโบราณนั้นในปัจจุบันสภาพร่องรอยดังกล่าวได้กลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชาวบ้านในเขตนั้น ทำให้ไม่เหลือภาพให้เราได้เห็นเป็นขวัญตา แต่ผู้เฒ่าผู้แก่่ในหมู่บ้านที่อาศัยอยู่ก่อนหน้านี้ เคยเล่าว่าแต่ก่อนเคยมีร่องรอยดังกล่าวให้เราได้เห็นกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานร่องรอยเหล่านั้นก็ได้ถูกดินและป่าปกคลุมจนหมดไป





บริเวณโดยรอบของวังโบราณที่กล่าวขานกัน

บริเวณรอบคลองที่กล่าวขานกัน



ทางเข้าหมู่บ้านอามันในปัจจุบัน 
การที่เราได้รับรู้ถึงตำนานหรือที่มาของหมู่บ้านตนเองว่ามีความเป็นมาอย่างไรนั้น สามารถทำให้เราเกิดความคิดที่จะอนุรักษ์และศึกษาความรู้เกี่ยวกับถิ่นฐานบ้านเกิดของตนให้ยังคงอยู่ต่อไป ซึ่งสามารถสะท้อนถึงความเป็นมาของสภาพแวดล้อมของสถานที่นั้นๆได้ ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ให้พวกเราได้เห็นหรือศึกษาเพียงแค่น้อยนิดแล้วก็ตาม แต่เรื่องราวของรายาซีหยงนั้นผู้คนก็ยังมีการกล่าวถึงกันอยู่ เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้มีเรื่องราวเล่าสู่กันฟัง จากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งดิฉันและใครก็ไม่สามารถบอกได้ว่าตำนานเหล่านี้เป็นเรื่องเท็จจริงอย่างไร แต่ทุกตำนานและทุกประวัติศาสตร์ล้วนมีคุณค่าทางด้านต่างๆ  ที่ทำให้สถานที่นั้นๆ เกิดความน่าสนใจคงแก่การอนุรักษ์ไว้  ดังนั้นเรื่องราวของแต่และท้องถิ่นล้วนมีความสำคัญ  เราในในฐานะชนรุ่นหลังที่อาศัยอยู่ในถิ่นฐานใดก็ตาม จงภูมิใจในความเป็นท้องถิ่นและวัฒนธรรมของตน ดังที่เขาว่ากันว่า อดีตมีไว้เพื่อศึกษาและนำมาพัฒนาปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัย  เพื่อสังคมจะได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขตลอดไป






          : จากคำบอกเล่าของ นายเจ๊ะยอ มะมิง (ผู้เฒ่าผู้แก่ในถิ่นฐาน)



                                                                   


วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ความเป็นมาของหมู่บ้านโต๊ะหน๊ะ(เด็กหญิงซัลมี กาจิเจ๊ะแย)

เรื่อง ความเป็นมาของหมู่บ้าน


ป้ายของหมู่บ้าน
  
ความเป็นมาของหมู่บ้านโต๊ะนะก็  คือ ก่อนที่จะมีชื่อแบบนี้ เขาได้เล่ามาว่า มีพระราชาของอิสลามได้มาพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้อย่างชั่วคราวและพระราชาได้เลี้ยงช้างตั้งหลายสิบตัว และเขาก็ได้ปลูกสัปปะรดรอบบ้านของพระราชา   และอีกอย่างพระราชาเขาได้ชวนให้ญาติของดิฉันได้เข้าไปอาศัยอยู่กับพระราชา    ซึ่งเขาได้เล่ามาว่าตอนที่เขาได้เข้าไปอยู่กับพระราชาไม่ใช่ง่ายๆ เพราะต้องพูดอย่าง    นุ่มนวล         
 พออยู่ไม่นานนักพระราชาก็ได้เสด็จออกไปจากหมู่บ้านแห่งนี้ เขาได้ไปอาศัยอยู่ใน ตำบลโกตาบารู จนถึงทุกวันนี้ แต่เดี่ยวนี้ก็เหลือแต่ สุสานโต๊ะหนิ
                พออยู่อีกไม่นานก็มีผู้ชายคนหนึ่งได้มาไล่อูฐ   เพราะในหมู่บ้านนี้มีอูฐเป็นจำนวนมาก และเขาคนนั้นรู้สึกเหนื่อยและหิ้วขึ้นมา   มีคนในหมู่บ้านคนหนึ่ง เขาได้เอาน้ำกับสัปปะรดมาให้แก่ผู้ชายคนนั้นกิน
ผู้ชายคนนั้นก็เลยกินสัปปะรดกับน้ำ  ซึ่งสัปปะรดในภาษามาลายูเขาเรียกว่า เวาะห์ลานะ เขาก็เลยได้ตั้งชื่อหมู่บ้านแห่งนี้ว่า หมู่บ้านโต๊ะหน๊ะ แต่ในเมื่อมีพระราชามาอาศัยอยู่ก็เลยตั้งชืออีกอย่างว่า กอตอโต๊ะนะ แต่เดียวนี้เขาไม่เรียกแบบนี้แล้ว เขาเรียกกันว่า หมู่บ้านโต๊ะนะ จนถึงทุกวันนี ในหมู่บ้านแห่งนี้ในสมัยก่อนเขาจะไม่ค่อยเรียนสักเท่าไร และเป็นหมู่บ้านที่แย่ที่สุด เพราะว่ามีทั้ง หนังตะหลุง  เล่นการพนัน และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งในศาสนาอิสลามไม่ควรที่จะเล่นสิ่งเหล่านี้เลย ซึ่งในอิสลามพระองค์ก็ได้สังห้ามให้แล้ว  แต่พออยู่นานนานได้มีครูคนหนึ่งเขาได้แต่งงานกับคนในหมู่บ้านแห่งนี้  เขาก็เลยมาเป็นครูคนแรก ในหมู่บ้านแห่งนี้  คนในหมู่บ้านนี้ได้เรียนกันจนถึงปานี้      บ้างคนก็ได้เรียนถึงจบปริญญาโทและเอกกันหลายคนทั้งหญิงและชาย และอีกอย่างเมือก่อนในหมู่บ้านแห่งนี้เหมือนกับ เป็นหมู่บ้านที่รักษาวัฒนธรรมของภาคใต้ อย่างเช่น หนังตลุง  ดีเกฮูลู..  มโนรา เป็นต้น ซึ่งในตอนนี้เหลือเพียงหนังตลุงกับ
ดีเกฮูลู  ส่วนมโนราเขาไม่ค่อยเล่นมานานแสนนานแล้ว หมู่บ้านที่ดิฉันอาศัยอยู่นี้เมื่อก่อนก็เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่   แต่เดี่ยวนี้  เขาได้แบ่งออกมาเป็น 2 หมู่บ้านก็เลยเป็นหมู่บ้านที่มีขนาดเล็ก มีบ้านทั้งหมด 57 หลัง  และมีประชากรทั้งหมด 286 คน                                           
             ซึ่งในสมัยนี้ถ้ามีงานแต่งงานบ้างคนก็อาจจ้างให้เขามาเล่นหนังตะลุง   แต่บ้างคนก็ไม่เล่น อยู่ที่บ้างคนเท่านั้น  แต่ส่วนการพนันนี้เขาได้เลิกเล่นกันนานแสนนานแล้ว ในสมัยนี้ก็เป็นหมู่บ้านที่น่าอยู่และสงบสุข ประชาชนก็ได้มีแต่ร้อยยิ้มอย่างตลอดไป สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณ  คุณเจ๊ะมีเนาะห์สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับตำนานของหมู่บ้านที่ดิฉันไม่เคยรู้  ดิฉันรู้สึกดีใจที่มีผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับหมู่บ้านของดิฉัน หวังว่าคงมีประโยชน์ต่อผู้ที่ได้อ่านตำนานหมู่บ้านของดิฉัน หากมีขอผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยค่ะ


                 อ้างอิง
    นางเจ๊ะมีเนาะห์ หะโยะ







     

ตำนานศาลเจ้าแม่ลิ้มก่อเหนี่ยว

ชื่อเรื่อง  ตำนานศาลเจ้าแม่ลิ้มก่อเหนี่ยว
                
          ศาลเจ้าเล่งจูเกียง หรือ ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเป็นศาลที่ประดิษฐานรูปแกะสลัก ตั้งอยู่ที่ถนนอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่เคารพสักการะของชาวจีนและชาวไทยโดยทั่วไปมาก ประวัติการสร้างหรือความเป็นมาของศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว มีการเล่าสืบต่อๆ กันมาเป็นตำนานที่เกี่ยวกับประวัติเมืองปัตตานี กำเนิดในครอบครัวตระกูลลิ่ม สมัยพระเจ้าซื่อจงฮ่องเต้ แห่งราชวงศ์เหม็ง ประมาณ พ.ศ.2065- 2109 มีพี่ชายชื่อ ลิ่มโต๊ะเคี่ยม รับราชการอยู่มณฑลฮกเกี้ยน เมื่อบิดาถึงแก่กรรมลิ้มกอเหนี่ยว ต้องเฝ้าดูแลมารดาเพียงลำพัง   เนื่องจากลิ่มโต๊ะเคี่ยม ถูกขุนนางใส่ร้ายว่าสมคบกับโจรสลัดญี่ปุ่นเข้าปล้นตีเมืองตามชายฝั่ง จึงถูก ทางราชการประกาศจับ และได้หลบหนีออกจากประเทศจีนกับพรรคพวกไปอาศัยอยู่ที่เกาะไต้หวัน ต่อมาได้ นำสินค้ามาขายที่ประเทศไทย ขึ้นท่าสุดท้ายที่เมืองปัตตานี บ้านกรือเซะ   และมีความรู้เป็นนายช่าง ผู้หล่อปืนใหญ่ 3กระบอก คือ ศรี นครี มหาลาลอ และนางพระยาตานี ให้เจ้าเมืองปัตตานี ขณะนั้นเป็นที่พอพระทัยมาก จึงยกพระธิดาให้สมรสด้วย โดยลิ้มโต๊ะเคี่ยม ยอมเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม  

          
ศาลเจ้าแม่ลิ้มก่อเหนี่ยว
           
         หลายปีต่อมามารดาซึ่งอยู่ที่ประเทศจีน ไม่เห็นบุตรชายกลับมาและไม่ส่งข่าว ก็มีความคิดถึงเป็นห่วงไม่เป็นอันกินอันนอน ลิ้มกอเหนี่ยวสงสารมารดา จึงรับอาสามารดาออกติดตามพี่ชาย ออกเดินทางโดยเรือสำเภาติดตามมาจนถึงประเทศไทย และได้พบพี่ชายที่บ้านกรือเซะ ได้พำนักอยู่เป็นเวลานานและชักชวนให้พี่ ชายกลับประเทศจีนพบมารดาหลายครั้ง แต่ลิ้มโต๊ะเคี่ยมปฎิเสธ เนื่องด้วยกำลังเป็นผู้อำนวยการก่อสร้างมัสยิดกรือเซะ ขณะนั้น   ด้วยความกตัญญูต่อมารดาไม่อาจนำพี่ ชายกลับบ้านได้ จึงได้ทำอัตตวิบากกรรมที่ใต้ต้นมะม่วงหิมพานต์ ใกล้กับมัสยิด ลิ้มโต๊ะเคี่ยมกับพวกต่างโศกเศร้าอาลัยยิ่ง จึงพร้อมกันจัดการศพตามประเพณีและได้ทำ ฮวงซุ้ยไว้ในบริเวณบ้านกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโล๊ะ อำเภอเมืองปัตตานี ดังกล่าว

สุสานเจ้าแม่ลิ้มก่อเหนี่ยว
          
         บรรดาคนจีนสมัยนั้น ได้ทราบซึ้งถึงความกตัญญู ซื่อสัตย์ และรักษาคำมั่นสัญญา ไปกราบไหว้บูชาต่อมาฮวงซุ้ย และต้นมะม่วงหิมพานต์ ได้เกิดนิมิตรและอภินิหาร ให้ชาวบ้านที่ไปบนบาน หายเจ็บไข้ได้ป่วย และมีโชคลาภ ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง เป็นที่เคารพสักการะ มาจนบัดนี้ไม่ได้มีการย้ายฮวงซุ้ยแต่อย่างใด ต่อมาได้นำเอาต้นมะม่วงหิมพานต์ มาแกะสลักเป็นองค์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ประดิษฐานไว้ในศาลเจ้าที่บ้านกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโล๊ะ ให้ประชาชนสักการะ บูชาด้วย            
                                                                                           
         เมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2427 พระจีนคณานุรักษ์ (ตันจูล่าย) ซึ่งเป็นหัวหน้าชุมชนจีนขณะนั้น เห็นว่าศาลเจ้าซึ่งประดิษฐานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ที่หมู่บ้านกรือเซะ ชำรุดเก่าและอยู่ห่างไกลเป็นระยะทางถึงประมาณ 8กิโลเมตร จากเมือง จึงได้อัญเชิญองค์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จากบ้านกรือเซะมาประดิษฐานที่ศาล เจ้าโจวซูกงซึ่งอยู่ในตลาดจีนเมืองปัตตานี   และเรียกชื่อศาลเจ้าใหม่ว่า ศาลเจ้าเล่งจูเกียง หรือ ศาลเจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยว มาจนทุกวันนี้



ตำนานเจ้าพ่อโต๊ะนิ รายาผู้อารี อับดุลฮากีม บาเปาะ

ตำนานเจ้าพ่อโต๊ะนิ รายาผู้อารี
                 โต๊ะนิ เป็นคำที่ชาวบ้านใช้เรียกผู้ใหญ่ผู้เฒ่าผู้แก่ ซึ่งมีเชื้อสายเจ้านายราชตระกูลในยุครัฐปัตตานี เป็นการแสดงถึงการยกย่องนับถือด้วยความเคารพ โต๊ะนิที่ได้รับการยกย่องนับถือจากผู้คนตลอดตั้งแต่เมืองรามันห์ จนถึงตำบลโก๊ระ รัฐเปรัค สหพันธรัฐมาเลเซียในปัจจุบัน  ว่า ท่านเป็นบุคคลที่เป็นผู้ปกครองที่ดี มีวิชาอาคม สามารถแสดงปาฏิหารย์ ช่วยเหลือ ปัดเป่าความทุกข์ยาก ความเดือดร้อนของชาวบ้าน การเจ็บไข้ได้ป่วย จนเป็นที่เลื่องลือในสมัยนั้น  และชาวไทยจีนได้สร้างศาลตรงกอไผ่ ที่เป็นจุดบ้านของท่านในอดีต เพื่อยึดถือและกราบไหว้บูชาในฐานะ เจ้าพ่อโต๊ะนิเป็นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ประจำท้องถิ่น สืบทอดกันมา ผู้คนที่ประสบปัญหา ทั้งทางธุรกิจ เจ็บไข้ได้ป่วย หรือถูกคุณไสย จะมาบนบานศาลกล่าว
                  รายาจาวัน ชอบการผจญภัยเป็นชีวิตจิตใจ รายาจาวันจะออกเยี่ยมเยียนราษฎรอยู่เสมอ ท่านกินนอน อยู่ง่ายแบบสามัญชน ยามใดที่มีโอกาส ก็มักจะชวนสมัครพรรคพวกตลอดจนข้าราชบริพารออกท่องเที่ยวป่า ล่าสัตว์อยู่เป็นประจำ นอกจากนั้น รายาจาวัน ยังมีจิตใจโอบอ้อมอารีจึงเป็นที่รักใคร่ของประชาชน เมื่อมีคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย มาให้รายาจาวันเป็นผู้รักษา มักจะหายเป็นปกติกลับไปทุกราย จนเป็นที่เลื่องลือทั่วสารทิศ ผู้คนขนานนามยกย่องท่านว่า โต๊ะนิ ซึ่งเป็นการแสดงถึงความเคารพยกย่องอย่างสูง
                  สำหรับวังหรือบ้านของรายาจาวันนั้น มีอยู่ 3 แห่ง คือ ที่โกตาบารู ที่เมืองรามันห์ และหมู่บ้านโกร๊ะ ปัจจุบันเป็นกิ่งอำเภอโกร๊ะ ฮูลูเปรัค ประเทศมาเลเซีย ตามตำนานกล่าวว่า รายาจาวันได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา ศพได้ถูกฝังไว้ที่โกร๊ะ ซี่งเป็นบ้านอีกแห่งของท่าน (แต่มีสุสานอีกแห่งที่โกตาบารู อำเภอรามัน จังหวัดยะลา)

ถึงแม้โต๊ะนิรายาจะถึงแก่กรมไปแล้ว ได้เกิดเหตุการณ์หนุ่มสาวไปทำมิดีมิร้ายหลังศาลดังกล่าว ปรากฏว่าอวัยวะเพศติดเป็นกาวเหมือนสุนัข ไม่สามารถถอดได้ จนต้องนำส่งโรงพยาบาล และในที่สุดหมอต้องตัดทิ้ง  เจ้าหนุ่มหื่นนั้นเสียชีวิตที่โรงพยาบาล และต่อมาผู้หญิงก็เสียชีวิตที่บ้านเธอเอง  เหตุการณ์ที่เกิดนั้น ทำให้ชาวบ้านได้ยอมรับถึงความมีบุญบารมีมีของโต๊ะนิรายา ว่า มีความอาถรรพ์มากเพียงใด
                                                                                                                                                                                                             สุสานโต๊ะนิ ที่โกตาบารู 
                          อีกเหตุการณ์ ก็คือ ตอนที่เขาโค่นและเผากอไผ่ตรงหลังศาลเจ้าพ่อโต๊ะนิ โดยจ้างคนภายนอกพื้นที่ ซึ่งมาจากอีสาน คงไม่ทราบถึงความเป็นมา จึงได้กล้ารับที่จะรับจ้าง ทำให้มีการบาดเจ็บ เจ็บไข้ ได้ป่วย  เป็นสิบๆคน แม้ว่าโต๊ะนิรายาจาวันจะถึงแก่กรรมไปแล้ว ความศรัธา กิตติศัพท์ คุณงามความดี ความโอบอ้อมอารี และความศรัทธาในความสามารถด้านวิชาอาคมมิได้เสื่อมคลายไปจากพื้นที่ ชาวไทยพุทธและไทยจีนในอำเภอเบตงได้ปลูกสร้างศาลขึ้นตรงที่พำนักของท่านตรงก่อไผ่ ทางทิศใต้ของสนามบาสโรงเรียนวีระราษฎรประสาน และเรียกขานว่า ศาลเจ้าพ่อโต๊ะนิ   




แหล่งอ้างอิง






                                                                                                               


ประวัติศาสตร์ศาลหลักเมือง จังหวัดยะลา นูรินต้า

   เรื่อง ดินแดนจุดศูนย์กลางจังหวัดยะลา

               ในดินแดนแห่งความร้าวรานของบางผู้คนที่สูญเสียและกดดัน  บนแผ่นดินที่กำลังร้าวฉานด้วย    ไฟสงครามที่ลุกไหม้ทำลายตนทัศนาภาพรอบข้างที่เคลื่อนไหวด้วยมวลชีวิตและอณูอากาศไม่มีอะไร    มากตราบชีวิตวิ่งวน ผู้คนย่อมต้องดิ้นรนทะยานไปข้างหน้าตามมรรคาบ้างก้าวย่างมาในลักษณาการ  ของความร่าเริง เฉกเช่นกลีบลีลาวดีแต่งแต้มกิ่งก้านช้อยไหวสง่างามดั่งสาดส่องลงมาสู่เบื้องดินบ้าง  ห่มคลุมใจดวงร้าวด้วยแววตาหม่นเศร้า เฉกฝูงปลาว่ายวนอยู่ในสระน้ำไร้ทางหลีกหนีด้วยความสละ  สลวยเกร็ดของมันแวววับประกายตาขณะแสงส่องยามรุ่งอรุณลูบไล้ยอดหญ้าเปิดดวงตาอ่อนโยน ณ  ศาลหลักเมืองยะลาอันสถิตซึ่งศรัทธามาแต่โบราณกาล
              ศาลหลักเมืองยะลา ตั้งอยู่ในกลางวงเวียนหน้าศาลากลางจังหวัดเป็นที่สักการะบูชาเคารพนับถือของชาวจังหวัดยะลา โดยประมาณปลายเดือนพฤษภาคม  มีงานสมโภชเจ้าพ่อหลักเมืองซึ่งเป็นงานเทศกาลประจำปีงานหนึ่งของภาคใต้ นอกจากนี้ศาลหลักเมืองยะลายังเป็นจุดศูนย์กลางของผังเมืองรูปใยแมงมุม ซึ่งมีคำว่าเมืองยะลา เป็นเมืองที่มีผังเมืองสวยที่สุดในประเทศ
           
               จังหวัดยะลาเป็นจังหวัดหนึ่งที่ตั้งอยู่ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นจังหวัดที่เล็กๆที่อยู่ใต้สุดแดนสยาม ยะลาเป็นจังหวัด ที่มีการวางผังเมืองแบบใยแมงมุมที่สวยที่สุดในประเทศไทย และได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดเมืองที่สะอาด  และได้รับรางวัลปีซ้อนระหว่าง พ.ศ. 2528- พ.ศ. 2530 และใน พ.ศ 2540นั้น ได้รับการคัดเลือกจากองค์การอนามัยโลกให้เป็น 1 ใน 5 เมืองของประเทศไทย
ชาวยะลาเป็นผู้คนที่มีจิตใจดี มีน้ำใจ สามัคคีและช่วยเหลือซึ่งกันและกันมาโดยตลอด ถึงแม้จะนับถือศาสนาที่ต่างกันแต่ก็ไม่เคยแบ่งแยกชนชั้นกันซึ่งเป็นอย่างนี้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว จังหวัดยะลามีทั้งหมด 8 อำเภอ ในแต่ละอำเภอจะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพแวดล้อมของอำเภอนั้นๆ เช่นตัวอย่างที่จะมานำเสนอในวันนี้คือสถานที่ที่น่าท่องเที่ยวในตัวเมืองจังหวัดยะลานั้นเองซึ่งก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักสถานที่อื่นๆนั้นก็ต้องรู้จักสถานที่แห่งนี้ก่อนก็คือ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองนั้นเองคะ

              ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าศาลหลักเมืองยะลาเป็นสถานที่สำคัญเพราะเป็นเสาหลักของจังหวัดยะลา ทำให้เมืองนครยะลามีความร่มเย็นเป็นสุข ไม่ต้องโยกย้ายสถานที่ไปที่ไหนอีกต่อไปประชาชนต่างก็ไปกราบไหว้บูชาหลักเมืองกันเป็นนิจ และทุกปีจะมีการจัดงานฉลองสมโภชศาลเจ้าพ่อหลักเมือง มีการออกร้านของหน่วยราชการต่างๆมีพ่อค้าประชาชนมาแสดงงานอาชีพมากมายตลอดแนววงเวียนของศาลหลักเมือง และยังจงมีมหรสพให้ชมกันตลอดทั้ง ๗ วัน ๗ คืน นับตั้งแต่วันที่ ๒๕ - ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๕ และยึดถือเป็นงานสมโภชเจ้าพ่อหลักเมืองประจำปีตลอดมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันคะ เรามาชมรูปภาพด้านล่างกันก่อนนะคะ


 


นี้คือรูปภาพศาลหลักเมือง จังหวัดยะลา 
     ที่เราเห็นกันนี้ก็คือทางขึ้นเพื่อไปสักการะบูชาเจ้าพ่อศาลหลักเมืองภายในนั้นเอง ทางด้านนอกนี้ก็คือ บ่อน้ำปลาขนาดใหญ่ซึ่งน้ำที่นี้สะอาดใสดั่งหัวใจอันสีขาวบริสุทธิ์ของผู้ที่มาทำบุญปล่อยปลาให้อาหาร
ปลาหรือช่วยกันเก็บกวาดขยะในคลองบางคนอาจจะนำต้นไม้มาปลูกเพื่อบริจาคแก่ศาลหลักเมืองเพื่อทีแห่งนี้จะได้มีอากาศร่มเย็นเป็นสุข ต่อมาเรามาชมรูปภาพด้านล่างนี้กันเลยคะ


 

นี้คือรูปภายในเจ้าพ่อศาลหลักเมือง
ทางสถาปัตยกรรม
เสาหลักเมืองทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ มีช่างจากกรมศิลปกรเป็นผู้ออกแบบแกะสลักเสาหลักเมือง
  ลักษณะของเสาเป็นแท่งกลมต้นเสาวัดโดยรอบ ๑o๕ เซนติเมตรเสาวางอยู่ฐานเพื่อมีลักษณะกลม
    แกะสลักลวดลายแบบไทยลงรักปิดทองรอบฐานชั้นบน และกลางแกะสลักเป็นรูปนักรบโบราณถือโล่
และดาบเป็นวิญญาณของแม่ทัพคนหนึ่งของพระเจ้าตากสินมหาราช ยอดเสาหลักเมืองแกะเป็นรูป
   พระพรหม มี๔ หน้า ตกแต่งด้วยหินขัดทั้งหลังเป็นรูปจตุรมุขหันหน้าไปตามทิศทั้ง๔ รอบๆตัวศาลนั้น
     จะมีสระน้ำและปลูกไม้ประดับดูสดชื่นร่มเย็น


 

นี้คือรูปภาพปัจจุบันที่เพิ่งจัดสวนซึ่งทางศาลหลักเมืองเขาได้จัดมุมให้ผู้ที่มาทำบุญได้มานั่งพักผ่อน
  หย่อนใจคลายความทุกข์ ความโศกเศร้าหรืออาจจะเป็นเด็กนักเรียนนักศึกษามานั่งทำรายงานกลุ่มกันเพื่อความสนุกสนานในการทำงานร่วมกับเพื่อนๆ และที่เราเห็นกันในภาพนี้ก็คือ เสาเหล็กซึ่งจะบรรยาย
 ความเป็นมาของการสร้างศาลเจ้าพ่อหลักเมืองแห่งนี้เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่มาชมสักการะบูชาและมา      ทำบุญนั้นได้เรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างศาลแห่งนี้ของจังหวัดยะลาด้วยความเข้าใจและลึกซึ้งถึงในการก่อ    ตั้งศาลหลักเมืองนี้ส่วนใครที่เคยได้เข้าไปแล้วไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดก็สามารถพาครอบครัวไปเดินเล่น    หรืออาจจะพาไปให้อาหารปลาก็ได้เพื่อคลายความเครียดในแต่ละวันคะ ต่อมาก็มาดูรูปภาพด้านล่างนี้    กันเลยนะคะ





นี้คือรูปภาพฉากกลางคืนของศาลากลางจังหวัดยะลา
ปัจจุบันนี้ได้มีการตั้งเวทีเพื่อประท้วงรัฐบาลทำให้มีประชาชนหลายพื้นที่ในเขตจังหวัดยะลามาร่วมชุมนุมที่หน้าศาลากลางจังหวัดทุกๆค่ำคืนเพื่อต่อต้านรัฐบาลซึ่งในขนาดนี้เหตุการณ์ก็ยังไม่สงบลงเช่นกันทำให้ผู้ที่สัญจรไปมาเกิดการจราจลในการขับขี่เป็นอย่างมากเลยทีเดียวที่ด้านหน้ารั้วประตู ศาลากลางจังหวัดยะลา ผู้ชุมนุมกลุ่ม กปปส.ยะลา ได้ทยอยเดินทางมารวมตัวตั้งแต่เมื่อช่วงเช้าเพื่อปิดศาลากลางจังหวัด แกนนำกลุ่ม กปปส.ยะลา ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง ให้ข้าราชการที่ทำงานอยู่ด้านในรีบออกจากบริเวณศาลากลางด้วยความชุลมุน อลหม่าน วุ่นวายซึ่งทำให้ผู้ที่ทำงานราชการหรือผู้จะมาติดต่อทางหน่วยงานราชการนั้นต้องหยุดการติดต่อถาวรเพื่่อให้เหตุการณ์ในครั้งนี้สงบลง


 

รูปภาพดังกล่าวนี้คือผังเมืองรอบๆจังหวัดยะลา

ผังเมืองยะลานั้นจัดได้ว่าเป็นผังเมืองที่สวยงามมีมาตรฐาน คือ วางรูปข่ายใยแมงมุม มีวงเวียนซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ชั้นในสุดเป็นหลักเมือง รอบวงเวียนชั้นในเป็นที่ตั้งสถานที่ราชการ เช่น ศาลากลางจังหวัด ศาลจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ และสถานีตำรวจ ถัดออกไปเป็นวงเวียนที่ ๒ เป็นบ้านพักข้าราชการ วงเวียนที่ ๓ เป็นโรงพยาบาล สถานศึกษา  และวงเวียนที่ ๔ เป็นย่านการค้าเช่น การขายพืช ผัก ผลไม้ต่างๆ ซึ่งถนนที่มาจากอำเภอต่างๆนั้น จะมารวมกันที่บริเวณหลักเมืองนี้ทั้งหมด

  

นี้คือภาพบรรยากาศวงกว้างของศาลหลักเมือง

                 จากที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ นี้คืองานพระราชพิธีถวายเพลิงพระศพซึ่งตัวหนูเองนั้นก็เคยได้เข้าไปชมด้านในของตัวศาลหลักเมืองแล้วเหมือนกันแต่ละมุมสถานที่ก็จะแตกต่างกันออกไป โดยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้ากัลยานิวัฒนา ในวันที่ 15 พฤศจิกายน ดิฉันเลยเอารูปกินรี รูปโคมไฟ ลายไทยและสวนหย่อมสวนน้ำมาให้พี่น้องชาวจังหวัดยะลาได้ชม เพื่อความสบายใจ ดูแล้วมีความสุขสามารถทำให้เราเกิดความคิดที่จะอนุรักษ์และศึกษาความรู้เกี่ยวกับถิ่นฐานบ้านเกิดของตนให้ยังคงอยู่ต่อไป ซึ่งสามารถสะท้อนถึงความเป็นมาของสภาพแวดล้อมของสถานที่นั้นๆได้ ถึงแม้ใน                         ปัจจุบันจะมีหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ให้พวกเราได้เห็นหรือศึกษาเพียงแค่น้อยนิดแล้วก็ตาม       แต่เรื่องราวของศาลหลักเมืองนั้นผู้คนก็ยังมีการกล่าวถึงกันอยู่ เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้มีเรื่องราวเล่าสู่กันฟัง จากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งดิฉันและใครก็ไม่สามารถบอกได้ว่าตำนานเหล่านี้เป็นเรื่องเท็จจริงอย่างไรเพราะตัวดิฉันเองก็ไม่ได้นับถือทางศาสนาพุทธโดยตรงตั้งแต่กำเนิด แต่ที่ดิฉันได้บรรยายมาทั้งหมดเมื่อข้างต้นสักครู่นี้ก็มาจากการเล่าสู่กันฟังต่อผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า ผู้แก่ แต่ทุกตำนานและทุกประวัติศาสตร์ล้วนมีคุณค่าทางด้านต่างๆ ที่ทำให้สถานที่นั้นๆ เกิดความน่าสนใจคงแก่การอนุรักษ์ไว้ ดังนั้นเรื่องราวของแต่ละภูมิภาคแต่ละท้องถิ่นล้วนมีความสำคัญ เราในในฐานะชนรุ่นหลังหรือที่เรียนอีกอย่างหนึ่งว่า ยังไม่รู้เท่าทันเหตุการณ์ความเป็นมาของจังหวัดที่ตัวเองอาศัยอยู่ ในถิ่นฐานใดก็ตาม จงภูมิใจในความเป็นท้องถิ่นและวัฒนธรรมของตน ดังที่เขาว่ากันว่า อดีตมีไว้เพื่อศึกษาและนำมาพัฒนาปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อสังคมจะได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขตลอดไป ยินดีต้อนรับทุกท่านที่พามากันเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้กันนะคะ....สวัสดีคะ



 

ส่งท้ายด้วยรูปผู้เล่าประวัติความเป็นมาของศาลเจ้าพ่อหลักเมือง จังหวัดยะลาคะ

อ้างอิงจาก
คณะคุณครูทางโรงเรียนบ้านทำนบ อำเภอบังนังสตา จังหวัดยะลา



เด็กหญิงนูรินต้า แวบือซา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่๒ เลขที่๓o
โรงเรียนพัฒนาวิทยา (แผนกสาธิต)


วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

สวัสดีค่ะ หนูจะเล่าเรื่องที่เล่ากันมานานแล้ว ที่เกี่ยวกับที่มาที่ไปของมัสยิดแห่งหนึ่งในจังหวัดนราธิวาส มัสยิดที่ว่านั้นคือมัสยิดตะโละมาเนาะ หรือเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่ามัสยิด 300 ปี เอ้ะ !! 300 ปีนี้ ถ้าคิด ดูๆแล้วก็จะประมาณสมัยอยุธยา ผู้อ่านอยากรู้กันแล้วใช่ไหมคะว่า มัสยิดแห่งนี้ใครเป็นคนที่สร้างมัสยิดแห่งนี้กันแน่ และมัสยิดแห่งนี้จะสร้างด้วยอะไรกันนะ ถ้าอยากรู้กันแล้วว่ามัสยิดแห่งนี้มีที่มาอยากไร หนูจะเล่าให้ผู้อ่านได้รู้กันค่ะ

ประวัติมัสยิดวาดี อัล ฮูเซ็นมัสยิดวาดี อัล ฮูเซ็น หรือ มัสยิด ตะโละมาเนาะ หรืออีกชื่อหนึ่งคือมัสยิด ๓๐๐ ปี เป็นมัสยิดที่เก่าแก่อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอบาเจาะเพียง   4กิโลเมตร ทางเข้ามัสยิดแห่งนี้แยกจากเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒ (สายเอเซีย๑๘ ) เส้นนราธิวาส - ปัตตานี ตรงทางแยก บ้านบือราแงรถยนต์สามารถเข้าถึงมัสยิด มัสยิดแห่งนี้สร้างโดย วันฮูเซ็นอัส ซานาวีซึ่งเป็นครูสอนศาสนาอพยพมาจากบ้านสะนอ จังหวัดปัตตานี ตามบัญชาของราชาซาลินดงบายู หรือ ราชาตะลูบันเมื่อครั้งอพยพหนีการรุกรานของกองทัพสยามแต่ความจริงแล้วกองทัพสยามไม่ได้ยกทัพมาตีเมืองปัตตานี  ท่านมุบีน เซฟเพิร์ด (อ้างโดยอับดุลลอฮฺ ลออแมน๒๕๔๗)ได้เขียนในหนังสือของท่านที่ชื่อ "ตามัน อินดรา" (Taman Indera) ตอนอธิบายภาพมัสยิดตะโละมาเนาะ ซึ่งลงภาพเต็มหน้าว่า สร้าง ๒๐๐ กว่าปีมาแล้ว แต่ในฟุตโน้ตบอกว่า ๓๐๐ ปี มุบีน เซฟเพิร์ด อดีตผู้สำเร็จราชการหรือข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำสหพันธ์รัฐมาลายา(มาเลเซียในอดีต)มีความสนใจในมัสยิด   ตะโละมาเนาะเคยมาดูมัสยิดตะโละมาเนาะหลายครั้ง ท่านได้กล่าวไว้ว่า"หากอาคารมัสยิดหลังนี้พังทลายย่อมจะนำมาซึ่งความสูญสลายของอาคารเดิมที่เต็มไปด้วยคุณค่าสูงยิ่งของสถาปัตยกรรมมลายู










ฮาญะฮฺ บีดะฮฺ ชาวบ้านตะโละมาเนาะที่มีอายุมากคนหนึ่ง อายุ ๑๐๔ ปี ใน พ.ศ. ๒๕๓๒ ซึ่งบัดนี้เสียชีวิตแล้วบอกว่าบิดาของนางซึ่งสิ้นชีวิตเมื่ออายุ ๑๕๐ ปี ขณะนั้นนางอายุ ๒๐ ปี ได้เล่าให้นางฟังว่า มัสยิดหลังนี้สร้างก่อนสมัยของ
ท่านหลายชั่วอายุคนแล้ว ย่อมแสดงว่า มัสยิด อย่างไรก็ตามปีที่สร้างมัสยิดแห่งนี้ ไม่มีบันทึกที่แน่ชัด จึงเป็นการสันนิษฐานจากตำราประวัติศาสตร์และคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ และการอพยพย้ายถิ่นฐานของท่านวันฮูเซ็น อัส ซานาวี ไปอยู่ที่บ้านตะโละมาเนาะเพื่อหลบภัยสงครามนั้น หากศึกษาจากประวัติศาสตร์สงครามระหว่างสยามกับปัตตานีในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่สร้างมัสยิดตะโละมาเนาะ (ฮ.ศ.๑๐๔๔ / พ.ศ. ๒๑๖๗ ค.ศ.๑๖๒๓) มีคลายครั้ง คือ สงครามในปีพ.ศ.๒๑๔๖๒๑๗๕๒๑๗๖ และ พ.ศ.๒๑๗๙หลังนี้มีอายุมากกว่า ๒๐๐
หนูได้ไปศึกษาในมัสยิดแห่งนี้แล้ว คนที่ดูแลมัสยิดแห่งนี้ได้เล่าว่าปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนแปลงส่วนที่ชำรุดของมัสยิดนี้ และผู้คนที่ได้ไปชมมัสยิดแห่งนี้ได้บริจาคเพื่อปรับปรุงซ่อมแซมมัสยิด มัสยิดแห่งนี้เป็นสถานที่ ที่ให้ลูกหลานได้ศึกษาหาความรู้และสืบทอดกันต่อไป

แหล่งอ้างอิงhttp://www.akrasart.ac.th/project_student/mano/Page2.html


ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหมู่บ้านบาโงยบาแด


ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหมู่บ้านบาโงยบาแด

ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม


เมื่อพูดถึง  “หมู่บ้านหลายคนคงจะรู้จักดีว่าคืออะไร  หมู่บ้านก็เป็นสังคมหนึ่งที่มีครอบครัวหลายครอบครัวมาอยู่รวมกันในที่แห่งหนึ่ง  ซึ่งกว่าจะมาเป็นหมู่บ้านได้นั้น มีต้นกำเนิดมาหลากหลายทาง แต่ละหมู่บ้านก็จะมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป บางหมู่บ้านจะมีตำนานเล่าขานกันมาอย่างลึกลับ ชื่อของบางหมู่บ้านก็เกิดมาจากความเข้าใจผิด สลับไปมาจนทำให้เกิดเป็นเรื่องราว แต่บางหมู่บ้านก็เกิดขึ้นจากธรรมชาติแวดล้อมรอบตัวเรา จนเกิดเป็นชื่อเรียกขานหมู่บ้าน ดังเช่นหมู่บ้าน บาโงยบาแด

บาโงยบาแดเป็นหมู่บ้านหนึ่งในตำบลสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ที่มีชื่อหมู่บ้านมาจากต้นไม้ชนิดหนึ่ง เป็นภาษาถิ่นเรียกว่าต้นบาแด มีลักษณะเป็นต้นไม้มีหนามที่แหลมคมมาก ส่วนคำว่าบาโงย เป็นภาษาถิ่นเช่นกัน หมายถึงเนินเตี้ยๆ โดยพื้นที่ในหมู่บ้านสมัยก่อนเป็นเนินเตี้ยๆประกอบกับมีต้นบาแดอยู่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้ชาวบ้านเรียกขานกันว่า บาโงยบาแด  ซึ่งต้นบาแดในภาษาไทย เรียกว่า ต้นแตว
ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม
ทางไปหมู่บ้านลางา
           ซึ่งอยู่ใก้กับหมู่บ้านบาโงยบาแด

ถ้านับว่าหมู่บ้านบาโงยบาแด เป็นศูนย์กลาง ก็จะมีหมู่บ้านรอบๆ คือ หมู่บ้านบาโงยจีน บ้านลางา และบ้านอามัน นอกจากนั้นหมู่บ้านบาโงยบาแดยังมีที่ตั้งติดอยู่กับแม่น้ำปัตตานี ผู้คนส่วนใหญ่เมื่อว่างจากอาชีพทำสวนทำไร่แล้ว ก็จะมาหาปลานำไปขายเป็นรายได้เสริมอีกด้วย ชาวบ้านอยู่กันแบบเรียบง่าย ตามมีตามเกิดและมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมื่อถึงวันฮารีรายอ ชาวบ้านก็จะมาพบปะกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้คนในหมู่บ้านมีความสัมพันธ์ที่แน่นเฟ้นกันยิ่งขึ้น

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หมู่บ้านบาโงยบาแดมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย เช่น ในสมัยก่อนยังไม่มีถนนตัดผ่าน การคมนาคมที่ใช้ก็คือการเดินเท้าและใช้เรือ  ณ ปัจจุบันก็มีการสร้างถนนและชลประทาน เพื่อให้ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพและเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้านได้อีกด้วย สถานีอนามัยก็ได้รับการพัฒนาทั้งสถานที่ในการรองรับผู้ป่วยและเครื่องมือที่มีความทันสมัยมากขึ้น นอกจากนั้นได้มีการสร้างโรงเรียนขึ้นภายในหมู่บ้านบาโงยบาแด นั่นก็คือ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๒๔ (บ้านบาโงยบาแด) ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีนักเรียนเข้ามาศึกษากันอยู่มาก  ทั้งคนในพื้นที่และหมู่บ้านใกล้เคียง

วิทยาลัยอาชีวศึกษายะลา
สถานที่สำคัญของหมู่บ้านบาโงยบาแดมีอยู่หลากหลายแห่ง เช่น  โรงเรียนไทยรัฐวิทยา  วิทยาลัยอาชีวศึกษา  สถานีอนามัยบ้านบาโงยบาแด  มัสยิดหมู่บ้านบาโงยบาแด อีกทั้งยังมีสถานที่ที่ใช้ในการพบปะสังสรรค์ เช่น ริมแม่น้ำปัตตานี ลานละหมาด แต่ละสถานที่ก็จะมีความสำคัญแตกต่างกันไป เช่น โรงเรียนไทยรัฐวิทยา แม้จะเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กนักเรียนประถมศึกษา แต่ก็ยังมีบุคคลทั่วไปเข้ามาใช้สถานที่ คนในหมู่บ้านบาโงยบาแดที่เป็นชายส่วนใหญ่จะเข้ามาเล่นฟุตบอล ซึ่งเป็นการออกกำลังกายประเภทหนึ่ง เป็นอย่างนี้มาเกือบสิบปี จนปัจจุบันเมื่อมีการแข่งขันกีฬาฟุตบอล ทีมจากหมู่บ้านของเราก็จะสามารถคว้าชัยชนะมาได้  วิทยาลัยอาชีวศึกษา ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่เป็นศูนย์รวมของประชาชนหญิง ในการฝึกอาชีพ    ทุกๆเย็นประชาชนส่วนใหญ่ก็จะมาพบปะกันที่ริมแม่น้ำ มาพูดถึงเรื่องของแต่ละคนที่ประสบมา หรือเรื่องการจัดการหมู่บ้าน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ความสัมพันธ์ของเรายิ่งกระชั้นชิด  และเป็นผลดีกับหมู่บ้านบาโงยบาแดด้วย

ปลาส้ม ก็เป็นอาหารขึ้นชื่ออีกประเภทหนึ่งของหมู่บ้านบาโงยบาแด  ที่มีวิธีทการทำคือนำปลามาคลุกกับข้าวสุกแล้วหมักจนมีรสเปรี้ยวและมีกลิ่นหอม ประมาณ45วัน เป็นอย่างน้อย      เนื่องจากหมู่บ้านมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่สามารถจับปลาได้ แล้วเหลือจากการทำอาหารจึงได้คิดค้นวิธีการถนอมอาหาร  และปลาส้มก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในนั้น และก็เป็นอาหารที่สามารถสร้างรายได้เสริม ให้ชาวบ้าน  ใช้ต้นทุนน้อยแต่ กำไรมาก



แต่ละหมู่บ้านก็จะมีความแตกต่างกัน และต่างก็มีประวัติความเป็นมาต่างกัน หมู่บ้านบาโงยบาแดก็เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่มีความเป็นมาที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมในอดีต และปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น แต่ก็ยังมีกลิ่นอายความเป็นอดีตอยู่  เป็นหมู่บ้านที่ให้ความสำคัญกับประเพณีในอดีต  ให้ความสำคัญกับศาสนาที่ตนนับถือจนสามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างสันติ แม้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้จะตั้งอยู่ในที่ๆอันตราย รายรอบก็ตาม 



                                  


อ้างอิงข้อมูล
        -        องค์การบริหารส่วนตำบลสะเตงนอก

อ้างอิงรูปภาพ
        -         http://www.m-culture.in.th/                      
      -      http://www.info.dla.go.th/
      -      http://www.kruaklaibaan.com/
      -      วิทยาลัยอาชีวศึกษายะลา