แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์หมู่บ้าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์หมู่บ้าน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ประวัติศาสตร์วังเก่ายะหริ่ง เด็กหญิงฟิรดาวส์ เจ๊ะยอ



ประวัติศาสตร์ วังเก่ายะหริ่ง 




           

            ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้นั้นมีอยู่มากมายซึ่งแต่ละประวัติศาสตร์จะมีเรื่องราวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมีความเป็นมาที่ลึกลับ น่าสนใจ มีเสน่ห์ และไม่สามารถอธิบายความงดงามของมันได้อย่างครบถ้วน หากมิได้ไปสัมผัสด้วยตัวเอง ซึ่งประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ดิฉันนำเสนอ คือประวัติความเป็นมาของวังเก่ายะหริ่ง
            วังเก่ายะหริ่ง นับว่าเป็นวังที่มีอายุนานนับร้อยปี วังเก่าแห่งนี้ตั้งอยู่ที่หมู่ ๑ ตำบลยามูอำเภอยะหริ่งจังหวัดปัตตานี ปัจจุบันนี้เป็นบ้านพักของทายาทเจ้าเมืองยะหริ่งในอดีตทั้งนี้ยังเป็นสถานที่แวะเที่ยว ชม ความงามของวัง ที่มีโครงสร้างแบบสไตล์ยุโรป ผสมผสานศิลปกรรมพื้นเมือง และชวา  รวมถึงศึกษาความเป็นมาของวังเก่า และชีวประวัติของเจ้าเมืองเก่า วังเก่ายะหริ่ง ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองยะหริ่งวังเก่ายะหริ่ง จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่สร้างความภาคภูมิใจแก่ชาวยะหริ่งในปัจจุบัน                                                                                                   
              วังยะหริ่งสร้างโดยพระยาพิพิธเสนามาตยาธิบดีศรีสุรสงคราม ในปีพ.ศ.2438 ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลยามู ในเขตจังหวัดปัตตานี ลักษณะรูปทรงของวังเป็นอาคาร 2 ชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้ แบบเรือนไทยมุสลิมผสมกับแบบบ้านแถบยุโรป ตัววังเป็นรูปตัวยู (U) ชั้นบนภายในอาคาร จัดเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ด้านข้างของตัวอาคารทั้ง 2 ด้าน เป็นห้องสำหรับพักผ่อนของ เจ้าเมืองและบุตรธิดาข้างละ 4 ห้อง ชั้นล่างเป็นลานโล่งแบบใต้ถุนบ้าน 











ลักษณะเด่นของบ้านคือ บันไดโค้งแบบยุโรป ช่องแสงประดับด้วยกระจกสีเขียว แดง และน้ำเงิน ช่องระบายอากาศและหน้าจั่วทำด้วยไม้ ฉลุเป็นลวดลายพรรณพฤกษา ตาม แบบศิลปะชวา และศิลปะแบบตะวันตก ทำให้ตัววังสง่างามมาก ในปัจจุบันวังยะหริ่งได้รับ การดูแลจากเจ้าของวังเป็นอย่างดี โดยมีการบูรณะครั้งหลังสุดเป็นปลายปี พ.ศ. 2541 ปัจจุบันมีสภาพสมบูรณ์

"วังแห่งนี้มีอายุยาวนานนับร้อยปี แต่วัตถุและหลักฐานของเรื่องราวตั้งแต่ยุคคุณทวดทุกอย่างยังถูกรวบรวมและจัดวางไว้เหมือนกับในอดีตทุกกระเบียดนิ้ว ทำให้ผู้คนที่นี่ยังรู้สึกว่าวังยะหริ่งไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แม้เวลาจะเปลี่ยนผ่านไปนานสักแค่ไหนก็ตาม”ตวนกูซาบีดะห์ กล่าวพร้อมยิ้มอย่างภูมิใจ เหลียวหลังเลาะอดีต ภาพเขียนสีน้ำมันของบรรพบุรุษต้นตระกูลเจ้าเมืองยะหริ่งถูกเก็บและแขวนไว้อย่างดีบนชั้นสองของตัววัง คุณหญิงวุจจิราเอื้อมมือสุดแขนหยิบลงมาก่อนยื่นให้ผู้มาเยือนได้ชมและสัมผัส พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า วังยะหริ่ง สร้างประมาณ พ.ศ.2438 ตอนปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยผู้สร้างคือพระยาพิพิธเสนามาตยาธิบดีศรีสุรคาม เจ้าประเทศราชเมืองยะหริ่ง อันดับ3 ซึ่งเป็นบุตรของพระยาพิบูลเสนานุกิจพิเชษฐ์ภักดี พระยาเมืองยะหริ่งอันดับที่ 2 และพระยาเมืองอันดับแรกคือ "ท่านนิโซ๊ะ”หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า "โต๊ะกี” ยะหริ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมืองปัตตานีซึ่งเป็นประเทศราชของไทย ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการด้วย "ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง”ให้แก่ไทย 3 ปีต่อ 1 ครั้ง ต้องส่งทหาร(กองทัพ)ไปช่วยรบ
รูปแบบการปกครองดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองปัตตานีกับไทย เป็นไปอย่างห่างเหิน เนื่องจากความห่างไกลจากราชธานี ประกอบกับความเข้มแข็งทางการเมืองและเศรษฐกิจส่งผลให้เจ้าเมืองต่างๆ คิดแยกตัวจากไทยอยู่เสมอ จึงมีการส่งกำลังจากพระนครลงมาปราบปรามอยู่หลายครั้ง กระทั่งนำไปสู่การใช้นโยบายแบ่งเมืองปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมือง ดังมีข้อความในประชุมพงศาวดารฉบับสำคัญ ว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยาสงขลา(เถี้ยนอ๋อง)ออกไปแยกหัวเมืองปัตตานีออกเป็น7หัวเมือง คือ เมืองปัตตานี เมืองยะหริ่ง เมืองสายบุรี เมืองหนองจิก เมืองรามันห์ เมืองระแงะ และเมืองยะลา การลดอำนาจเมืองปัตตานีส่งผลให้เมืองยะหริ่งมีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของไทย โดยมีพระยาเมืองเป็นผู้ปกครอง และขึ้นตรงต่อเมืองสงขลาแทน เธอหยิบ "ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง”เครื่องราชบรรณาการในอดีตให้ชมระหว่างสนทนา ก่อนจะสาธยายให้ฟังอีกว่า สำหรับต้นตระกูลของการสืบเชื้อสายภายในวังยะหริ่ง  สมเด็จะพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว กระทั่งเมื่อเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หัวเมืองปักษ์ใต้เกิดความวุ่นวาย และมีการสืบทราบว่า "ท่านนิโซ๊ะ”มีเชื้อสายพระยาเมืองปัตตานี พระนครจึงแต่งตั้งให้รับสัญญาบัตรเป็น "พระยาเมืองยะหริ่ง” เมื่อมาปกครองเมืองได้พยายามจัดระเบียบในการปกครองให้เป็นแบบไทย เช่นคดีถ้อยความที่ต้องตัดสินหรือปรับไหม โดยให้สอดคล้องตามคัมภีร์อัลกุรอ่านและเป็นไปตามพระราชกำหนดกฎหมายไทย จนเป็นแบบอย่างให้เมืองปัตตานีและเมืองรามัน และถือปฏิบัติสืบต่อกันมา ท่านนิโซ๊ะ มีบุตรธิดาด้วยกัน7คน ปัจจุบันกุโบร์ (ที่ฝังศพ)อยู่ที่ตำบลตันหยงลูโละ บริเวณฝั่งตรงข้ามกับมัสยิดกรือเซะ พระยายะหริ่ง คนต่อมาคือท่านนิเมาะ เป็นบุตรคนที่ 2 ของท่านนิโซ๊ะ ได้รับพระราชทานทินนามเป็น "พระยาพิบูลเสนานุกิจพิชิตเชษฐภักดี” ต้นตระกูล "อับดุลบุตร”มีบุตรธิดารวม 14 คน เมื่อพระยาพิบูลเสนานุกิจพิชิตเชษฐภักดี ถึงแก่อสัญกรรม บุตรคนที่ 2 คือ "ท่านนิโวะ”ได้รับแต่งตั้งเป็นพระยายะหริ่งคนต่อมามีราชทินนามว่า "พระยาพิพิธเสนามมาตยาธิบดีศรีสุรคราม

วังเก่ายะหริ่ง เป็นหนึ่งในอดีตหัวเมืองสำคัญของดินแดนมลายูที่ยังคงเก็บเรื่องราวเล่าขานสืบสานประวัติศาสตร์จากบรรพชนสู่ลูกหลานเมืองปัตตานีผ่านสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าวังเก่ายะหริ่ง จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อคนมลายูปัตตานีซึ่งในฐานะลูกหลานมลายูปัตตานี เราควรอนุรักษ์สถาปัตยกรรมอันเป็นมรดกที่ล้ำค่านี้ให้อยู่คู่กับชาวมลายูปัตตานีสืบไป
แหล่งอ้างอิง









        

ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านตาสา เด็กหญิง ฮานีฟะห์ มะเด็ง

             

เรื่อง ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านตาสา

            ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นใน 3 จังหวัดชายแดนใต้มีมากมาย ซึ่งแต่ละเรื่องจะมีความน่าสนใจเฉพาะตัวของมัน แต่ละประวัติล้วนมีความเป็นมาที่ลึกลับ น่าสนใจและมีเสน่ห์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ ซึ่งประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่จะนำเสนอ คือ ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านตาสา บ้านตาสาเป็นหมู่บ้านที่มีความเจริญอย่างมากในด้านต่างๆ และหมู่บ้านตาสาเป็นหมู่บ้านที่อยู่ใน ตำบลพร่อน อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ใกล้ๆกับตัวเมืองยะลา  ชาวบ้านส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลามและอาชีพที่หลากหลาย
การเล่าประวัติของผู้อาวุโส
                     บ้านตาสาเป็นหมู่บ้านที่มีคนไทยมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำมาก ซึ่งอาชีพหลักจะทำสวนและทำนา และอาชีพเสริม คือ ทำผ้าคลุมผม และทำขนม หมู่บ้านตาสามีประชากรทั้งหมด 5226 คน และมีสภาพเป็นเนินเขาสูงต่ำสลับกันทางด้านตะวันออก และค่อย ๆ ลาดต่ำลงเป็นที่ราบ จนเป็นที่ลุ่มบางส่วน ชาวบ้านส่วนใหญ่จะเป็นผู้คนที่อพยพมาจากที่ต่างๆและมาสร้างครอบครัว ณ หมู่บ้านตาสาแห่งนี้ บ้านตาสาอยู่ในตำบลพร่อนอำเภอเมือง จังหวัดยะลา และมีประวัติความเป็นมาดังต่อไปนี้ จากการเล่าสืบมาของผู้อาวุโสเล่าว่า เคยมี นายพรานคนหนึ่งเดินทางมาจากทิศตะวันตก จนกระทั่งมาพบกวางน้อยตัวหนึ่งรูปร่างสีทองสวยงามมาก ด้วยความแปลกนายพรานจึงอยากได้เป็นเจ้าของ นายพรานคนนั้นพยายามย่องเข้าไปเพื่อจะจับมาเลี้ยง แต่กวางน้อยสีทองตัวนั้นรู้ตัวเสียก่อนจึงวิ่งหนีอย่างตกใจ นายพรานจึงได้ไล่ตามหมายจะจับ แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด ยิ่งนายพรานตามมันยิ่งใกล้เท่าไร เจ้ากวางยิ่งวิ่งหนีไกลเท่านั้น สุดท้ายนายพรานจึงตัดสินใจยกธนูเล็งไปที่ขาหน้าหมายจะยิงให้ถูกขา เพื่อจะให้กวางน้อยล้มลงแล้วเข้าไปจับได้ง่ายขึ้น แต่ลูกศรที่ยิงออกไปกลับไปโดนที่ดวงตาข้างหนึ่ง เจ้ากวางน้อยเจ็บปวดมากจึงวิ่งหนีไปทางทิศตะวันออกอย่างไม่คิดชีวิต ทางด้านนายพรานจึงไม่คิดลดละความพยายาม นายพรานเดินตามรอยเลือดข้ามทุ่งนาที่กว้างใหญ่ แล้วก็มาถึงที่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่อุดมสมบูรณ์มากเต็มไปด้วยพืชพรรณนานาชนิด นายพรานเห็นตาของเจ้ากวางน้อยที่ตกลงเพราะพิษของลูกศร แม้ดวงตานั้นจะมีคราบเลือดปนอยู่ แต่ก็ยังมีแสงแวววาวระยิบระยับเมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ นายพรานก้มลงเก็บดวงตานั้นด้วยความสงสารกวางน้อยเป็นที่สุด นายพรานคนนั้นพูดออกมาว่า โอ้กวางน้อยข้าไม่ได้ตั้งใจที่จะยิงดวงตาของเจ้า ข้าจะขอเก็บดวงตาของเจ้าให้ดีที่สุดและข้าจะตามเจ้ามารักษาให้ได้ โปรดอภัยให้ข้าด้วย แล้วนายพรานก็เก็บดวงตาลงในย่ามที่สะพายไว้ด้วยความทะนุถนอม สถานที่นายพรานพบดวงตาของเจ้ากวางน้อยสีทองตัวนั้นปัจจุบันเรียกภาษาถิ่นว่า กำปงมาตอรูซอ หรือมาตารูสา แปลว่าบ้านตากวาง ต่อมาได้เพี้ยนไปจึงกลายเป็นตาสาและใช้เป็นชื่อบ้านตาสาเป็นชื่อทางการจนถึงปัจจุบัน
ป้ายชื่อหมู่บ้านตาสา
                 หมู่บ้านตาสานับว่าเป็นหมู่บ้านที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง ประวัติของหมู่บ้านตาสามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมันที่เราไม่สามารถอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษรได้ นอกจากนี้ประวัติของหมู่บ้านตาสายังมีเสน่ห์ที่น่าค้นหาอย่างมาก อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านตาสาถึงแม้มันอาจจะมีความสลับสับซ้อนบ้างแต่มันก็มีเอกลักษณ์ของมันที่สามารถดึงดูดให้ผู้อ่านได้ลุ้นกัน สุดท้ายนี้ขอให้ผู้อ่านได้รับความรู้ไม่มากก็น้อยจากการอ่านประวัติศาสตร์เรื่องนี้


ขอขอบคุณแหล่งที่มา:


วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ตำนานบ้านแบรอ เด็กหญิงซาฟียา สาแม

บ้านแบรอ


ภาพที่ 1 แผนที่ของจังหวัดปัตตานี
        
       ปัตตานีเป็นจังหวัดหนึ่งใน 14 จังหวัดภาคใต้ที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน นับตั้งแต่ก่อนยุค กรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันจังหวัดปัตตานีตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลออกของภาคใต้สุด ติดกับทะเลจีนใต้ มีเขตการปกครองทั้งหมด 12 อำเภอ 115 ตำบล 642 หมู่บ้าน มีสถานที่สำคัญๆ ที่มีประวัติเล่าขานกันมาตั้งแต่ปัตตานียังเป็นอาณาจักรลังก าสุกะจนถึงปัตตานีสมัยปัจจุบัน เช่น มัสยิดกรือเซะ เป็นมัสยิดที่ถูกสร้างเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจ และเป็นที่พบปะพูดคุยของประชาชน นอกจากนี้มีชุมนท้องถิ่นที่มีตำนานสำคัญเล่าขานชุมชนหนึ่งที่ตั้งอยู่ในตำบลตะลูโบะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ชุมชนท้องถิ่นดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า ชุมชนบ้านแบรอ เป็นชุมชนหนึ่งที่มีตำนานสถานสำคัญนั่นคือ เป็นชุมชนที่ตั้งของสุสานโต๊ะปาไซ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่ทำหน้าที่ในการเผยแพร่หลักคำสอนของศาสนาอิสลามในยุคของอาณาจักรลังกาสุกะ


ภาพที่ 2 แผนที่บ้านแบรอ

       แบรอ มาจากคำว่า เบียรา เป็นภาษามลายูแปลว่า ชุมชนอันเป็นถิ่นที่อยู่ของผู้เคร่งครัดในทางศาสนา ชุมชนบ้านแบรอเดิมเป็นชุมชนมลายูที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดปัตตานี ตั้งแต่สมัยอาณาจักรลังกาสุกะตอนปลาย สืบเนื่องต่อมาถึงสมัยอาณาจักรปัตตานี จนถึงสมัยจังหวัดปัตตานีในปัจจุบัน ถ้านับระยะเวลายาวนานกว่า 500 ปีมาแล้ว ยังมีหลักฐานสุสานโต๊ะปาไซ และบริวารอยู่ในหมู่บ้านแบรอจนถึงปัจจุบัน  โต๊ะปาไซ ที่ปรากฏชื่อในพงศาวดารเมืองปัตตานีน่าจะเดินทางมาจากอาณาจักรสมุทรปาไซบนเกาะสุมาตรา เพราะในสมัยนั้นอาณาจักรสมุทรปาไซบนเกาะสุมาตราเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม และโต๊ะปาไซได้เดินทางมายังอาณาจักรลังกาสุกะด้วย น่าจะมาอยู่ในชุมชนบ้านแบรอ ทำหน้าที่สอนศาสนาอิสลาม ในสมัยที่สยามแบ่งแยกปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมือง เมืองปัตตานีในสมัยที่เจ้าเมืองอยู่ที่วังจาบังตีกอ ได้ตัดถนนหน้าวังตรงไปยังบ้านกรือเซะ และบานา โดยผ่านชุมชนบ้านแบรอ ทั้งสองเส้นทางขนานคู่กันไปจนถึงกรือเซะ ปัจจุบันยังมีร่องรอยเส้นทางคมนาคมสมัยโบราณตัดผ่าน เป็นข่ายโยงใยผ่านชุมชนอย่างเป็นระเบียบ และทุกเส้นทางสามารถเดินทางไปยังบ้านบานา และกรือเซะเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรปัตตานีในอดีต ในบริเวณนี้ยังมีร่องรอยสุสานจีนกระจัดกระจายอยู่ไป เนื่องจากบริเวณใกล้เคียงกับบ้านกาแลบือซา(ท่าเรือใหญ่) และกาแลจีนอ(ท่าเรือจีน) ในสมัยโบราณ

ภาพที่ 3 "สุสานโต๊ะปาไซ" สุสานของนักเผยแผ่ศาสนาอิสลามจนสุลต่านปัตตานีคนแรกยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม ราว พ.ศ.2000

ภาพที่ 4 สุสานโต๊ะปาไซในปัจจุบัน 

       บ้านแบรอในปัจจุบันเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในเขตการปกครองของตำบลตะลุโบะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เป็นบริเวณที่กว้างขวางรวมพื้นที่ 4 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ที่ 1 บ้านแบรอ หมู่ที่ 2 บ้านแบรอ จะรัง หมู่ที่ 3 บ้านแบรอกูวิง หมู่ที่ 4 บ้านแบรอบูแยสะมีแล ตั้งอยู่บริเวณเนินทรายที่กว้างขวาง อยู่ห่าง จากกรือเซะไปทางทิศใต้ประมาณ 5 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากเมืองโบราณยะรังประมาณ 12 กิโลเมตร การเดินมายังชุมชนบ้านแบรอมีความสะดวกมากขึ้นโดยทางรถยนต์ นอกจากนี้ชุมชนบ้านแบรอเป็นชุมชนที่ประกอบอาชีพหลัก คือ การทำเกษตรและเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน สำหรับวัฒนธรรมประเพณีที่มีความสำคัญของคนในชุมชนบ้านแบรอ ได้แก่ ประเพณีการกวนอาซูรอ ซึ่งจะจัดขึ้นทุกปีของเดือนมุฮารัมเดือนแรกของปฏิทินอิสลาม ประเพณีการเข้าสุนัต เป็นต้น ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดจากบรรพบุรุษหาดูได้ยากในปัจจุบัน นอกจากนี้ในชุมชนบ้านแบรอมีสถานที่ประวัติศาสตร์มากมาย เช่น มัสยิดแบรอตะลูโบะ มัสยิดแบรออาตะจารัง เป็นสถานประกอบศาสนากิจทุกวันของคนแบรอ สุสานโตะปาไซ เป็นสุสานของนักเผยแผ่ศาสนาอิสลาม เป็นต้น ทั้งหมดนี้เหมาะแก่การอนุรักษ์ไว้เด็กรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไปในอนาคต

ภาพที่ 5 บริเวณชุมชนบ้านแบรอ

     ชุมชนบ้านแบรอนั้นถึงแม้จะเป็นชุมชนที่เล็กๆที่ตั้งอยู่ในตำบลตะลูโบะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี แต่เป็นชุมชนที่มีตำนานเล่าขานมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยอาณาจักรลังกาสุกะและเป็นตำนานที่มีความน่าสนใจสามารถดึงดูดคนได้ ตรงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างสุสานโต๊ะปาไซ ที่เป็นสุสานของนักเผยแผ่ศาสนาอิสลาม ที่ชาวแบรอสามารถอนุรักษ์ไว้ให้เด็กรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไปในอนาคตได้ ดังนั้นถึงแม้เราจะไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่เราก็ควรเรียนรู้เกี่ยวกับตำนานเอาไว้ เพราะไม่ใช่แค่รู้เรี่ยวราวของตำนานที่มีความแตกต่างกันแล้ว แต่ยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดที่อยู่ปลายด้ามขวานอีกด้วย

       อ้างอิง

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สถ.ชวนเที่ยว. กูโบร์โต๊ะปาไซ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://info.dla.go.th/public/travel.do?cmd=goDetail&id=101877&random=1368867544562. (วันที่ค้นข้อมูล : 19 มกราคม 2557)
LONGDO Map. บ้านแบรอ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://map.longdo.com/p/a00348350. (วันที่ค้นข้อมูล : 19 มกราคม 2557)
ThaiTambon. บ้านแบรอ ตำบลตะลุโบะ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.thaitambon.com/tambon/ttambon.asp?ID=940111. (วันที่ค้นข้อมูล : 19 มกราคม 2557)
Pattani จังหวัดปัตตานี. แผนที่จังหวัดปัตตานี. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www2.pattani.go.th/webptn/index.php?option=com_content&view=article&id=37&Itemid=8. (วันที่ค้นข้อมูล : 1/2/2557)
พล.ต.จำรูญ เด่นอุดม, อุดม ปัตนวงศ์, ศรีศักร วัลลิโภดม. เล่าขานตำนานใต้ ตำนานเหตุการณ์สำคัญ                   ทางการเมือง สถานที่และบุคคลสำคัญของท้องถิ่น. พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพฯ:มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์, 2553