วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เรื่อง กริซอาวุธประจำตัวชาวมุสลิม เด็กหญิง มายีน๊ะ ยามา


                   เรื่อง กริชอาวุธประจำตัวชาวมุสลิม

          อาวุธประจำตัวของชาวมุสลิมใน5จังหวัดชายเเดนภาคใต้มีอยู่ด้วยกันหลายชนิดแต่ส่วนที่เป็นเอกลักษณ์มากที่สุดใน5จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ กริช กริชถือว่าเป็นของโบราณที่มีคุณค่าสูงเเละหายากกริชเป็นทั้งอาวุธกับวัตถุมงคลที่สามารถบอกเหตุดีเหตุร้ายในชีวิตและในปัจจุบันนี้ผู้คนส่วนใหญ่ยังนิยมสะสมเป็นของเก่ากันอยู่
กริชมาจากภาษามลายูแปลว่ามีดสั้นชึ่งคำนี้ผ่านมาจากชวาโบราณอีกทอดหนึ่งคือ งริส แปลว่า แทง ภาษาในทวีปยุโรปใช้คำว่า kris ตามภาษามลายู ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่ากริชนั้นเริ่มมีใช้กันในเกาะชวาและแพร่หลายไปทั่วประเทศอินโดนีเชียและผ่านไปย้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในปัจจุบันนี้เริ่มรู้จักกันในหลายประเทศอาเชียนได้แก่ มาเลเชีย บรูไน ฟิลิปปินส์ตอนใต้ กัมพูชา ภาคใต้ของไทย สิงคโปร์หรือแม้แต่ประเทศเวียดนาม


            ลักษณะของกริช ตัวกริชหรอใบมีดนั้นส่วนใหญ่มักจะเรีนวและคดความยาวของกริชนั้นจะเเตกต่างกันออกไปไม่จำกัดใบมีดก็ตีจากเหล็กที่แตกต่างกันออกไปกริชบางเล่มจะตีใบมีดเป็นชั้นๆด้วยโลหะที่แตกต่างกันออกไปกริชบางเล่มใช้ระยะเวลาในการทำน้อย บางเล่มใช้ระยะเวลาในการทำนานเป็นปีๆหรือใช้ระยะเวลาในการทำตลอดชีวิตก็มีสำหรับกริชที่มีคุณภาพสูงใบมีดจะพับทบเป็นสิบๆหรือร้อยครั้งโดยมีความเเม่นยำสูงมากตํวใบมีดนั้นอาจมีรอยประทับของช่างทำกริชเช่นรอยนิ้วหัวแม่มือระหว่างการตีใบมีดนั้นการใช้โลหะต่างชนิดกันมาตีเป็นใบมีดใบเดียวจะทำให้เกิดลายน้ำแตกต่างกันออกไปชึ่งผู้คนส่วนใหญ่เรียกว่า ปามอร์หรือปามีร์สำหรับแหล่งเเร่ที่จะใช้ทำใบมีดกริชนั้นจะเป็นแหล่งเเร่ที่หาย่กแถบประเทศมาเลเชียและประเทศอินโดนเชีย
ส่วนประกอบเเละวัตถุดิบในการทำกริชจะมีอยู่6อย่างประกอบไปด้วย เหล็กกล้า่,เหล็กแหนบ มีดเเกะสลัก ค้อนตีเหล็ก คีมจับเหล็กเเละไม้มะม่วงป่า,ไม้เสาดำ(ไว้สำหรับทำหัวกริชและปอกกริช )ส่วนขั้นตอนการทำกริชนั้นในอดีตช่างทำกริชจะต้องคำนึงถึงลวดลายและความสวยงามของกริชแล้วเเต่ละขั้นตอนล้วนมีความสลับซับซ้อนทางด้านความเชื่อในวิธีการทำกริช การใช้วัสดุประกอบและระยะเวลาในการทำกริชเพ์่อจะได้กริชที่มีความขลังที่เสริมราศรีแก่เจ้าของกริช ในปัจจุบันสามารถนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาทำกริชได้ซึ่งเหมือนกับการทำกริชในอดียแต่ก็ยังขาดองค์ประกอบที่จะช่วยเสริมสร้างความศรัทธาและความขลังลงไป รูปเเบบของกริชมีอยู่7รูปเเบบซึ่งในเเต่ละรูปแบบจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมันเองรูปเเบบกริชมี7รูปเเบบคือ กริชจือรีตอ กริชบาหลี กริชสบฆิส กริชปาแนชาระห์ กริชแตแบะอาริสหรือกายีอาริสและกริชแบกอสบการ์

นอกจากวิธีการและขั้นตอนการทำกริชที่กล่าวมาขั้นต้นนั้นแล้วช่างทำกริชยังต้องมีจรรยาบรรณด้ยช่างทำกริชทุกคนจะต้องซึมซับจรรยาบรรณและนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดีจรรยาบรรณดังกล่าวนั้นคือ ไม่อนุญาติให้ช่างทำกริชมอบกริชให้กับผู้ที่ไม่ได้สั้งทำและไม่อนุญาติให้สอนวิชาการทำกริชให้กับมุสลิมที่ไม่ละหมาดและอ่านอัลกรุอานไม่เป็นซึ่งคนในสมัยโบราณกล่าวว่าคนที่ไม่ละหมาดและอ่านอัลกรุอานไม่เป็นเปรียบเสมือน คนดิบ ที่ไม่มีความจริงใจในศาสนาถ้าหากมีเด็กและผูู้ใหญ่มาขอให้ทำกริชพร้อมๆกันทั้งสองคนช่างทำกริชต้องทำกริชให้กับเด็กก่อนเสมอเพราะการทำกริชเป็นการสนองความต้องการผู้ด้อยโอกาสหรือผู้น้อยหากเปรียบเทียบในสมัยนี้ก็เหมือนกับถ้ามีผู้อำนวยการโรงเรียนกับครูที่ทำงานที่เดียวกับผู้อำนวยการโรงเรียนช่างทำกริชก็ควรทำให้ครูก่อนเสมอนี้เป็นส่วนหนึ่งของจรรยาบรรณช่างทำกริชที่สำคัญ
          จะเห็นได้ว่ากว่าจะได้กริชที่สมบูรณ์เเละสวยงามได้นั้นจะต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนที่ซับซ้อนในสมัยก่อนกษัตริย์เเต่ละพระองค์จะมีกริชประจำตัว แต่ละพระองค์นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ใยปัจจุบันถึงแม้ว่าความนิยมในเรื่องกริสจะน้อยลง แต่ยังมีผู้คนนิยมสะสมเป็นของเก่ากันอยู่ กริสมีอิทธิพลต่อชีวิตของคนเราอย่างมาก
           สุดท้ายนี้ก็ขอฝากทุกท่านช่วยกันอนุรักษ์กริสให้คงอยุ่ต่อไปให้นานแสนนานเลยนะคะ ขอขอบคุณแหล่งอ้างอิงข้อมูลให้ความรู้ในการเขียนเรียงความนี้จนสำเร็จลุดล้วงไปด้วยดี

 
             

อ้างอิงโดย: 

www.wkipedia.org
http://kerisramanyala.com/200460

http://kerisramanyala.com/keris_panasara

วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ตำนานบ้านแบรอ เด็กหญิงซาฟียา สาแม

บ้านแบรอ


ภาพที่ 1 แผนที่ของจังหวัดปัตตานี
        
       ปัตตานีเป็นจังหวัดหนึ่งใน 14 จังหวัดภาคใต้ที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน นับตั้งแต่ก่อนยุค กรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันจังหวัดปัตตานีตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลออกของภาคใต้สุด ติดกับทะเลจีนใต้ มีเขตการปกครองทั้งหมด 12 อำเภอ 115 ตำบล 642 หมู่บ้าน มีสถานที่สำคัญๆ ที่มีประวัติเล่าขานกันมาตั้งแต่ปัตตานียังเป็นอาณาจักรลังก าสุกะจนถึงปัตตานีสมัยปัจจุบัน เช่น มัสยิดกรือเซะ เป็นมัสยิดที่ถูกสร้างเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจ และเป็นที่พบปะพูดคุยของประชาชน นอกจากนี้มีชุมนท้องถิ่นที่มีตำนานสำคัญเล่าขานชุมชนหนึ่งที่ตั้งอยู่ในตำบลตะลูโบะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ชุมชนท้องถิ่นดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า ชุมชนบ้านแบรอ เป็นชุมชนหนึ่งที่มีตำนานสถานสำคัญนั่นคือ เป็นชุมชนที่ตั้งของสุสานโต๊ะปาไซ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่ทำหน้าที่ในการเผยแพร่หลักคำสอนของศาสนาอิสลามในยุคของอาณาจักรลังกาสุกะ


ภาพที่ 2 แผนที่บ้านแบรอ

       แบรอ มาจากคำว่า เบียรา เป็นภาษามลายูแปลว่า ชุมชนอันเป็นถิ่นที่อยู่ของผู้เคร่งครัดในทางศาสนา ชุมชนบ้านแบรอเดิมเป็นชุมชนมลายูที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดปัตตานี ตั้งแต่สมัยอาณาจักรลังกาสุกะตอนปลาย สืบเนื่องต่อมาถึงสมัยอาณาจักรปัตตานี จนถึงสมัยจังหวัดปัตตานีในปัจจุบัน ถ้านับระยะเวลายาวนานกว่า 500 ปีมาแล้ว ยังมีหลักฐานสุสานโต๊ะปาไซ และบริวารอยู่ในหมู่บ้านแบรอจนถึงปัจจุบัน  โต๊ะปาไซ ที่ปรากฏชื่อในพงศาวดารเมืองปัตตานีน่าจะเดินทางมาจากอาณาจักรสมุทรปาไซบนเกาะสุมาตรา เพราะในสมัยนั้นอาณาจักรสมุทรปาไซบนเกาะสุมาตราเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม และโต๊ะปาไซได้เดินทางมายังอาณาจักรลังกาสุกะด้วย น่าจะมาอยู่ในชุมชนบ้านแบรอ ทำหน้าที่สอนศาสนาอิสลาม ในสมัยที่สยามแบ่งแยกปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมือง เมืองปัตตานีในสมัยที่เจ้าเมืองอยู่ที่วังจาบังตีกอ ได้ตัดถนนหน้าวังตรงไปยังบ้านกรือเซะ และบานา โดยผ่านชุมชนบ้านแบรอ ทั้งสองเส้นทางขนานคู่กันไปจนถึงกรือเซะ ปัจจุบันยังมีร่องรอยเส้นทางคมนาคมสมัยโบราณตัดผ่าน เป็นข่ายโยงใยผ่านชุมชนอย่างเป็นระเบียบ และทุกเส้นทางสามารถเดินทางไปยังบ้านบานา และกรือเซะเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรปัตตานีในอดีต ในบริเวณนี้ยังมีร่องรอยสุสานจีนกระจัดกระจายอยู่ไป เนื่องจากบริเวณใกล้เคียงกับบ้านกาแลบือซา(ท่าเรือใหญ่) และกาแลจีนอ(ท่าเรือจีน) ในสมัยโบราณ

ภาพที่ 3 "สุสานโต๊ะปาไซ" สุสานของนักเผยแผ่ศาสนาอิสลามจนสุลต่านปัตตานีคนแรกยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม ราว พ.ศ.2000

ภาพที่ 4 สุสานโต๊ะปาไซในปัจจุบัน 

       บ้านแบรอในปัจจุบันเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในเขตการปกครองของตำบลตะลุโบะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เป็นบริเวณที่กว้างขวางรวมพื้นที่ 4 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ที่ 1 บ้านแบรอ หมู่ที่ 2 บ้านแบรอ จะรัง หมู่ที่ 3 บ้านแบรอกูวิง หมู่ที่ 4 บ้านแบรอบูแยสะมีแล ตั้งอยู่บริเวณเนินทรายที่กว้างขวาง อยู่ห่าง จากกรือเซะไปทางทิศใต้ประมาณ 5 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากเมืองโบราณยะรังประมาณ 12 กิโลเมตร การเดินมายังชุมชนบ้านแบรอมีความสะดวกมากขึ้นโดยทางรถยนต์ นอกจากนี้ชุมชนบ้านแบรอเป็นชุมชนที่ประกอบอาชีพหลัก คือ การทำเกษตรและเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน สำหรับวัฒนธรรมประเพณีที่มีความสำคัญของคนในชุมชนบ้านแบรอ ได้แก่ ประเพณีการกวนอาซูรอ ซึ่งจะจัดขึ้นทุกปีของเดือนมุฮารัมเดือนแรกของปฏิทินอิสลาม ประเพณีการเข้าสุนัต เป็นต้น ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดจากบรรพบุรุษหาดูได้ยากในปัจจุบัน นอกจากนี้ในชุมชนบ้านแบรอมีสถานที่ประวัติศาสตร์มากมาย เช่น มัสยิดแบรอตะลูโบะ มัสยิดแบรออาตะจารัง เป็นสถานประกอบศาสนากิจทุกวันของคนแบรอ สุสานโตะปาไซ เป็นสุสานของนักเผยแผ่ศาสนาอิสลาม เป็นต้น ทั้งหมดนี้เหมาะแก่การอนุรักษ์ไว้เด็กรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไปในอนาคต

ภาพที่ 5 บริเวณชุมชนบ้านแบรอ

     ชุมชนบ้านแบรอนั้นถึงแม้จะเป็นชุมชนที่เล็กๆที่ตั้งอยู่ในตำบลตะลูโบะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี แต่เป็นชุมชนที่มีตำนานเล่าขานมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยอาณาจักรลังกาสุกะและเป็นตำนานที่มีความน่าสนใจสามารถดึงดูดคนได้ ตรงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างสุสานโต๊ะปาไซ ที่เป็นสุสานของนักเผยแผ่ศาสนาอิสลาม ที่ชาวแบรอสามารถอนุรักษ์ไว้ให้เด็กรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไปในอนาคตได้ ดังนั้นถึงแม้เราจะไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่เราก็ควรเรียนรู้เกี่ยวกับตำนานเอาไว้ เพราะไม่ใช่แค่รู้เรี่ยวราวของตำนานที่มีความแตกต่างกันแล้ว แต่ยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดที่อยู่ปลายด้ามขวานอีกด้วย

       อ้างอิง

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สถ.ชวนเที่ยว. กูโบร์โต๊ะปาไซ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://info.dla.go.th/public/travel.do?cmd=goDetail&id=101877&random=1368867544562. (วันที่ค้นข้อมูล : 19 มกราคม 2557)
LONGDO Map. บ้านแบรอ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://map.longdo.com/p/a00348350. (วันที่ค้นข้อมูล : 19 มกราคม 2557)
ThaiTambon. บ้านแบรอ ตำบลตะลุโบะ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.thaitambon.com/tambon/ttambon.asp?ID=940111. (วันที่ค้นข้อมูล : 19 มกราคม 2557)
Pattani จังหวัดปัตตานี. แผนที่จังหวัดปัตตานี. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www2.pattani.go.th/webptn/index.php?option=com_content&view=article&id=37&Itemid=8. (วันที่ค้นข้อมูล : 1/2/2557)
พล.ต.จำรูญ เด่นอุดม, อุดม ปัตนวงศ์, ศรีศักร วัลลิโภดม. เล่าขานตำนานใต้ ตำนานเหตุการณ์สำคัญ                   ทางการเมือง สถานที่และบุคคลสำคัญของท้องถิ่น. พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพฯ:มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์, 2553


วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เรือในอาหรับตำนานน้ำท่วมโลก

       คัมภีร์ไบเบิลของคริสต์ศาสนากล่าวถึง สวนสวรรค์ Eden หอคอย Babel และเรือที่ Noah สร้างเมื่อพระเจ้าทรงบันดาลให้น้ำท่วมโลก ฯลฯ เรื่องเล่านี้ได้จุดประกายความคิดให้นักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นนักโบราณคดี นักมานุษยวิทยา นักประวัติศาสตร์ นักเทววิทยา หรือนักวิทยาศาสตร์ มุ่งค้นหาว่าสถานที่หรือสถาปัตย์วัตถุที่ปรากฏในคัมภีร์มีจริงหรือไม่ และถ้ามีขณะนี้มันอยู่ที่ใด เพราะทุกคนรู้ว่า ถ้าวัตถุดึกดำบรรพ์ที่เกี่ยวโยงกับเหตุการณ์ที่ระบุไว้ในคัมภีร์ไบเบิลยังมีอยู่ วิทยาศาสตร์จะช่วยวิเคราะห์ให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ที่สาบสูญไปดียิ่งขึ้นเรื่องเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำท่วมโลกเป็น "นิทาน" หนึ่งที่ได้มีมานาน เทพนิยายกรีกเล่าว่า เมื่อองค์เทพ Zeus ทรงเห็นว่า มนุษย์กำลังทำบาปหนักหนาสาหัสเช่น ทำโจรกรรม ต่อสู้ ก่อจลาจล ทำสงคราม ขโมย ฆาตกรรม ฯลฯ พระองค์ทรงตัดสินพระทัยจะกำจัดความชั่วร้ายให้หมดสิ้น โดยจะบันดาลให้น้ำท่วมโลก ยกเว้นกษัตริย์ Deucalion และมเหสี Pyrrha ผู้ซื่อสัตย์และมีคุณธรรม เมื่อเทพ Prometheus รู้ข่าวร้าย จึงได้บอกให้ Deucalion สร้างเรือขนาดใหญ่สำหรับตนและภรรยา ดังนั้นเมื่อฝนตกหนักเป็นเวลานาน 9 วัน 9 คืน คนทั้งโลกจึงจมน้ำตายหมด และเรือของคนทั้งสองก็ได้ลงจอดบนยอดเขา Parnassus ที่สูงที่สุดในกรีซเมื่อน้ำลด จากนั้น Deucalion ก็ได้โยนก้อนหินข้ามไหล่ และก้อนหินดังกล่าวได้กลายเป็นมนุษย์ผู้ชาย ส่วนภรรยาก็ได้โยนก้อนหินเช่นกัน เป็นมนุษย์ผู้หญิง และนี่ก็คือกำเนิดมนุษยชาติตามเรื่องเล่าในเทพนิยายกรีก
เรือในอาหรับตำนานน้ำท่วมโลก
ภาพวาดเรือ Noah กับเหตุการณ์น้ำท่วมโลก โดย von Holzstich ในปี 2408
       ชนชาว Sumerian เมื่อ 4,000 ปีก่อนนี้ ก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำท่วมโลกเช่นกัน ใน Gilgamesh ซึ่งเป็นวรรณคดีที่โบราณที่สุดในโลกว่า มีชายคนหนึ่งชื่อ Ziusudra ซึ่งอาศัยอยู่ในเมือง Shurrupak (ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในทะเลทรายระหว่างเมือง Basra กับ Baghdad ในอิรัก) ว่าได้เห็นเหตุการณ์น้ำท่วมโลก
    
       คัมภีร์ Genesis ก็ได้กล่าวถึงเหตุการณ์น้ำท่วมโลกเช่นกันว่า เมื่อพระเจ้าทรงเห็นมนุษย์ที่พระองค์สร้างประพฤติตัวชั่วช้า พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยกำจัด โดยจะเหลือไว้แต่ Noah และครอบครัวผู้มีคุณธรรม จึงทรงบัญชาให้ Noah จัดรวบรวมนก และสัตว์ทุกชนิดอย่างละ 1 คู่ เพศเมีย-ผู้เพื่อนำมาหลบภัยในเรือลำใหญ่ที่มีขนาดยาว 300 cubits (1 cubit = 1 เมตร) และกว้าง 50 cubits เรือนี้ทำด้วยไม้ gopher และตัวเรือเคลือบด้วยยางน้ำมันดิบ ทั้งด้านนอกและด้านใน เพื่อไม่ให้น้ำเข้า เมื่อ Noah สร้างเรือเสร็จพระเจ้าได้บันดาลให้ฝนตกหนัก 40 วัน 40 คืน จนถึงวันที่ 17 เดือน 7 ฝนก็หยุดตก และน้ำเริ่มลด คัมภีร์ Genesis กล่าวถึงเทือกเขา Urartu ใน Armenia ว่าเป็นสถานที่ที่เรือ Noah ลงจอด แต่นักวิชาการปัจจุบันหลายคนคิดว่า ยอดเขา Ararat ในตุรกีเป็นสถานที่ที่น่าจะพบเรือ Noah มากกว่า เพราะ Ararat คือยอดเขาที่สูงที่สุดในตุรกี ดังนั้นขณะน้ำลดภูเขาลูกแรกที่จะโผล่เหนือน้ำต้องเป็นภูเขา Ararat ที่มีหิมะปกคลุมตลอดปี และมีชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า Aghri Dagh ซึ่งแปลว่า ภูเขาแห่งความเจ็บปวด
    
       ปัจจุบัน Ararat มียอดเขา 2 ยอดคือ Great Ararat ที่สูง 5,137 เมตร กับ Little Ararat ที่สูง 3,896 เมตร และช่วงบนของยอดเขาทั้งสองไม่มีต้นไม้ปกคลุม เมื่อถึงหน้าร้อนหิมะบนยอดเขาจะละลายนำความสมบูรณ์สู่ที่ราบ Anatolia ให้เกษตรกรชาวตุรกีได้ทำมาหาเลี้ยงชีพตราบจนทุกวันนี้
เรือในอาหรับตำนานน้ำท่วมโลก
ยอดเขา Ararat ในตุรกี
       ในความพยายามค้นหาตำแหน่งของเรือ Noah ตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้มีการอ้างหลักฐานการเห็นซากเรือหลายครั้งเช่น เมื่อ 700 ปีก่อนนี้ หนังสือชื่อ Travels of Sir John Mandeville ที่เล่าว่ามีนักบวชคนหนึ่งเก็บเศษไม้ได้จากยอดเขา Ararat แต่ก็ไม่มีใคร ณ วันนี้รู้ว่า Sir John ในหนังสือนั้นคือใคร และมีตัวตนหรือไม่ และเมื่อ 200 ปีก่อนนี้ ความสนใจเกี่ยวกับเรือ Noah ได้บังเกิดอีกเมื่อวารสาร The New Eden รายงานว่า นักบินชาวรัสเซียคนหนึ่งชื่อ Vladimir Roskovitsky ขณะบินสำรวจผ่านยอดเขา Ararat เขาได้เห็นซากเรือขนาดใหญ่บนเขาลูกนั้น แต่ก็ไม่มีการติดตามไปดู จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2460 แม่ทัพรัสเซียท่านหนึ่งได้ส่งทหาร 150 คน ขึ้นไปดูซากเรือเพื่อนำรายงานไปบังคมทูลให้จักรพรรดิซาร์ (czar) ทรงทราบ แต่ได้เกิดรัฐประหาร คณะปฏิวัติ Bolshevik จึงได้ทำลายเอกสารรายงานหมด เพื่อไม่ให้ใครเชื่อคัมภีร์ไบเบิลอีกต่อไป
    
       ในปี พ.ศ. 2498 F. Navarra นักผจญภัยชาวฝรั่งเศสกับลูกชายได้เดินทางขึ้นยอดเขา Ararat และได้นำไม้โอ๊กแผ่นหนึ่งกลับลงมา ในหนังสือชื่อ Noah 's Ark : I Touched It เขาเล่าว่า เขาต้องหลบซ่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจของตุรกีเพื่อนำซากไม้ที่ยาว 2 เมตรออกนอกประเทศ ถึงแม้หนังสือเล่มนั้นจะมีภาพของสองพ่อลูกบนภูเขา แต่ก็หามีภาพของเรือไม่ และเมื่อ Navarra ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุของวัตถุโบราณวัดอายุของไม้เขาได้ข้อสรุปว่า ไม้นั้นมีอายุตั้งแต่ 4,000-6,000 ปี ซึ่งก็ตรงกับคำสอนในคัมภีร์ไบเบิลที่ว่า โลกถือกำเนิดเมื่อ 6,008 ปีก่อนนี้ และเหตุการณ์น้ำท่วมโลกเกิดขึ้นเมื่อ 5,000 ปีก่อนจริง
    
       แต่การวัดอายุของไม้ในเวลาต่อมา 7 ครั้ง โดยใช้เทคโนโลยีคาร์บอน-14 ได้ข้อมูลว่า ไม้ของ Navarra มีอายุเพียง 1,214-1,384 ปีเท่านั้นเอง
เรือในอาหรับตำนานน้ำท่วมโลก
เรือโนอาห์
       ตราบเท่าทุกวันนี้ ก็ยังไม่มีใครพบหลักฐานที่แสดงให้เห็นแม่นมั่นว่า เรือ Noah มีจริง ความโกลาหล การแอบอ้างต่างๆ ที่เกิดขึ้นเกิดจากการที่คนหลายคนเชื่อว่า ไบเบิลเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่บันทึกเหตุการณ์จริง แต่จริงไบเบิลเป็นเอกสารศีลธรรมที่พยายามสื่อสารให้คนอ่านรู้ว่า พระเจ้ามีจริง และทุกคนควรมีจริยธรรม และอยู่ในศีลในธรรม มิฉะนั้นก็จะถูกพระเจ้าลงโทษ
    
       ถึงแม้ข้อสรุปเกี่ยวกับเรือจะยุติลงในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ แต่ประเด็นเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ก็ยังมีบุคคลสนใจมากมาย เมื่อ 4 ปีก่อนนี้ ในหนังสือชื่อ Noah 's Flood : The New Scientific Discoveries About the Event That Changed History. William Ryan แห่ง Lamont-Doherty Earth Observatory ที่เมือง Palisades ใน New York สหรัฐอเมริกาได้เสนอความเห็นว่า ในอดีตเมื่อ 8,000 ปีก่อนนี้ ได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งมโหฬารในบริเวณที่ราบรอบทะเลดำ (Black Sea) ซึ่งอยู่ระหว่างยุโรปกับเอเชีย และเป็นทะเลสาบน้ำจืด น้ำทะเลได้ไหลทะลักผ่านเข้ามาทางช่องแคบ Bosphoues จนถึงทะเลดำทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบเพิ่มสูงขึ้น 100 เมตร ในเวลา 3 ปี แต่ Ryan มิได้ระบุชัดว่า เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เกิดจากสาเหตุใด
    
       ในวารสาร Paleoceanography ฉบับที่ 19 ปีนี้ Mark Siddall แห่งมหาวิทยาลัย Bern ในสวิตเซอร์แลนด์กับคณะได้รายงานการใช้คอมพิวเตอร์จำลองสถานการณ์น้ำท่วมในทะเลดำ และพบว่า เหตุการณ์น้ำท่วมโลกสามารถเกิดขึ้นได้
    
       โดยคณะผู้วิจัยได้สมมติว่าในอดีตเมื่อ 10,000 ปีก่อนนี้ ซึ่งเป็นเวลาที่โลกกำลังตกอยู่ในยุคน้ำแข็ง Holocene ทะเล Mediteranean ทะเล Marmara และทะเลดำมีแผ่นดินคั่นอยู่ ณ เวลานั้นระดับน้ำในทะเลดำอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำในทะเล Marmara ประมาณ 100 เมตร และเมื่อน้ำแข็งละลายระดับน้ำในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และทะเล Marmara ได้เพิ่มสูงขึ้นๆ จนกระทั่งเมื่อ 8,400 ปีก่อนนี้ น้ำจากทะเล Marmara ก็ได้ไหลข้ามพื้นแผ่นดินที่คั่นระหว่างทะเล Marmara กับทะเลดำเข้าสู่ทะเลดำ
เรือในอาหรับตำนานน้ำท่วมโลก
เหตุการณ์น้ำทะเลจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไหลผ่านช่องแคบ Dardanelle เข้าสู่ทะเลมามาราแล้วผ่านช่องแคบ Bosphoues เข้าสู่ทะเลดำ ทำให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมโลก
       ในการศึกษารายละเอียดของเหตุการณ์น้ำท่วมว่ารุนแรง หรือราบเรียบเพียงใด Siddall กับคณะได้กำหนดให้กระแสน้ำท่วมมีความเร็วต่างๆ กัน แล้วศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นตามบริเวณขอบทะเลดำ และเขาก็ได้พบว่า ถ้ากระแสน้ำไหลช้าๆ แรง Coriolis ซึ่งเกิดจากการหมุนรอบตัวเองของโลก จะทำให้น้ำไหลขึ้นทางเหนือจะพุ่งเฉียงไปทางตะวันออก แต่ถ้ากระแสน้ำไหลเชี่ยว เพราะขณะนั้นได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวด้วย พลังไหลของน้ำจะมหาศาล จนมันสามารถไหลได้ทุกทิศทาง ปริมาณน้ำที่มากถึง 60,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เท่ากับ 20 เท่าของน้ำตก Niagara จะไหลพุ่งเข้าทะเลดำเป็นเวลานาน 33 ปี จนระดับน้ำในทะเล Marmara และทะเลดำเท่ากันน้ำจึงหยุดท่วม

        เนื้อหาทั้งหมดที่ทุกท่านอ่านนั้นเป็นนิทานที่ มีอยู่นานแล้วในกรีก สาเหตุที่เกิดน้ำท่วมนี้เกิดจากบาปหนาของมนุษย์ พระผู้เป็นเจ้า(สิ่งของทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกและจักรวาล)เลยลงโทษด้วยการ ให้ฝนตกทั้งวันทั้งคืนรวมทั้งหมด คือ 9 วัน 9 คือ หลังจากนั้นก็หยุดตก ภาพที่เห็นตอนนั้นคงเป็นคนที่จมน้ำตาย หลังจากน้ำนั้นลดลงนั้นเอง แต่นี้เป็นแคนิทาน แต่ถ้าเปรียบเทียบกับนักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์ออกมาว่าฝนตกหนัก 40 วัน 40 คืนจนถึงวันที่ 17 เดือน 7 ฝนก็หยุดตก และน้ำเริ่มลด คัมภีร์ Genesis กล่าวถึงเทือกเขา Urartu ใน Armenia ว่าเป็นสถานที่ที่เรือ Noah ลงจอด แต่นักวิชาการปัจจุบันหลายคนคิดว่า ยอดเขา Ararat ในตุรกีเป็นสถานที่ที่น่าจะพบเรือ Noah มากกว่า เพราะ Ararat คือยอดเขาที่สูงที่สุดในตุรกี ดังนั้นขณะน้ำลดภูเขาลูกแรกที่จะโผล่เหนือน้ำต้องเป็นภูเขา Ararat ที่มีหิมะปกคลุมตลอดปี และมีชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า Aghri Dagh ซึ่งแปลว่า ภูเขาแห่งความเจ็บปวด และหลังจากนั้น ประมาณ 4000 ปี ต่อมาก็มีพ่อกับลูกชายได้เดินทางขึ้นยอดเขา Ararat และได้นำไม้โอ๊กแผ่นหนึ่งกลับลงมา ในหนังสือชื่อ Noah 's Ark : I Touched It เขาเล่าว่า เขาต้องหลบซ่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจของตุรกีเพื่อนำซากไม้ที่ยาว 2 เมตรออกนอกประเทศ ถึงแม้หนังสือเล่มนั้นจะมีภาพของสองพ่อลูกบนภูเขา แต่ก็หามีภาพของเรือไม่ และเมื่อ Navarra ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุของวัตถุโบราณวัดอายุของไม้เขาได้ข้อสรุปว่า ไม้นั้นมีอายุตั้งแต่ 4,000-6,000 ปี ซึ่งก็ตรงกับคำสอนในคัมภีร์ไบเบิลที่ว่า โลกถือกำเนิดเมื่อ 6,008 ปีก่อนนี้ และเหตุการณ์น้ำท่วมโลกเกิดขึ้นเมื่อ 5,000 ปีก่อนจริง
นี้ก็คือ บทสรุปของผมน่ะครับคงจะเขาใจมากขึ้นน่ะครับ ขอบคุณครับ


อ้างอิง : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9470000065521



























































































































































































































ลิเกฮูลู (แบมะ ยะหา) เด็กชายยาซิด สืบศิริ

                                                                      ลิเกฮูลู ( แบมะ ยะหา )

       
     สวัสดีครับ เพื่อนๆผู้อ่านที่รักการอ่านทุกคน และผู้รักษาวัฒนธรรมชนบททุกท่าน วัฒนธรรมไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตามบริบทของภาคต่างๆวัฒนธรรม ผมขอเสนอวัฒนธรรมภาคใต้(ใต้สุดสยาม) นั่นคือ ลิเกฮูลู โดย มะยะหา ผู้ชายคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงในด้านศิลปกรรมสาขาการแสดง “ลิเกฮูลู ก่อนที่เราจะรู้จักความเป็นมาของผู้ชายท่านนี้ ผมขอเล่าความหมายของคำว่า "ลิเกฮูลู" ลิเกฮูลู คือ การละเล่นพื้นบ้านของภาคใต้ จะเป็นที่มาของชาวมลายู ในการละเล่นของลิเกฮูลูที่ผมจะเล่าที่เป็นลิเกฮูลูของจังหวัดยะลา หากผู้อ่านเคยได้ชมการแสดงลิเกฮูลู ของจังหวัดอื่นๆที่ไม่ใช่จังหวัดยะลา เรามาดูกันว่ามีความแตกต่างจากที่เราเคยดูมีความแตกต่างอย่างไร เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลากับผู้อ่าน เรามาอ่านด้วยกันเลยครับ

นายหะมะ แบลือแบ (แบมะยะหา)

          นายหะมะ แบลือแบ หรือเรียกกันว่า ( แบมะ ยะหา ) เกิดในหมู่บ้าน ปูแล ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา เกิดในครอบครัวเกษตรกร จบการศึกษาในระบบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนราษฏร์อุทิศ (บ้านปูแล) จากนั้น เขาได้ศึกษานอกระบบจบหลักสูตรการศึกษาผู้ใหญ่ ระดับ ๓ และหลักสูตรการศึกษาผู้ใหญ่ ระดับ ๔ จากกรมการศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดยะลา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๖ และ ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ คุณหะมะเกิดแรงบันดาลใจสนใจในศิลปะการแสดง ในขณะที่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ได้ไปชมการแสดง ลิเกฮูลู คณะนายกูมะ ลาลอ ลิเกฮูลู จากอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ในงานประจำปีของอำเภอ ต่อมาเริ่มฝึกการแสดงโดยชักชวนเพื่อนๆ ในโรงเรียนฝึกแสดงเลียนแบบการง แสดงลิเกฮูลู รุ่นพี่ ฝึกร้องประกอบดนตรี ซึ่งประกอบด้วย รำมะนา ๑ คู่ ฆ้องใหญ่ ๑ ลูก โหม่ง ๑ คู่ ฉิ่ง ๑ คู่ จนเกิดความชำนาญและได้ออกแสดงครั้งแรกให้เพื่อน นักเรียนชม และได้พัฒนาการแสดงตลอดเวลา จนเป็นที่ยอมรับและเป็นที่นิยมทั่วไป และในต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ได้จัดตั้งคณะ "ลิเกฮูลู" ชื่อ คณะ "มะ ลูกทุ่ง" หรือ "มะ ยะหา" ตระเวรแสดงทั่วพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ชื่อเสียงผลงานเป็นที่รู้จัก ได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นอันมาก นับแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ จนถึงปัจจุบัน คณะลิเกฮูลู "มะ ยะหา" ได้รับเชิญจากสถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กรมประชาสัมพันธ์ให้แสดง "ลิเกฮูลู" รณรงค์ในเรื่องต่างๆ ได้แก่ เรื่องการศึกษา การต่อต้านยาเสพติด ภัยโรคเอดส์ การรักประเทศชาติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร สมาชิกวุฒิสภา และอื่นๆ เป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ยังได้รับเชิญจากกองพิจการพลเรือน กองบัญชาการผสมพลเรือนตำรวจทหารที่ ๔๓ (พตท ๔๓) ร่วมกับโครงการทักษิณพัฒนา กองทัพภาคที่ ๔ ได้ประสานขอความร่วมมือให้คณะลิเกฮูลู "มะ ยะหา" ไปแสดงให้ประชาชนในพื้นที่เป้าหมายตามที่กองทัพกำหนด ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้เพื่อใช้ศิลปะการแสดงพื้นบ้านเป็นสื่อเชิญชวนรณรงค์ในด้านสังคม และจิตวิทยามวลชน เป็นการช่วยเหลือกิจกรรมของรัฐโดยไม่คิดค่าตอบแทนอีกด้วย
          คุณหะมะได้เล่าว่าจากประสบการณ์ที่ได้คลุกคลีกับสังคมการแสดงในวงวิชาชีพศิลปิน ทำให้เข้าใจสภาพปัญหา ความมั่นคงในอาชีพการแสดงของศิลปินเป็นอย่างดี คุณหะมะจึงเป็นแกนนำร่วมกับ สำนักพัฒนาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เขตการศึกษา ๒ จัดประชุมสัมมนาหัวหน้าคณะการแสดงพื้นบ้านลิเกฮูลูจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นผลจากการประชุมดังกล่าวมีผลให้จัดตั้ง "ชมรมลิเกฮูลูจังหวัดชายแดนภาคใต้" ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ครูหะมะ แบลือแบ ได้รับคัดเลือกเป็นประธานชมรม วัตถุประสงค์ของชมรมเพื่อให้การส่งเสริมและจัดสวัสดิการแก่สมาชิกตลอดจนพัฒนาการแสดงศิลปะพื้นบ้านลิเกฮูลูให้ได้รับความนิยมเป็นที่ยอมรับแก่สังคมทุกวงการ

ภาพการแสดงลิเกฮูลู ของ (แบมะ ยะหา)


      การละเล่นพื้นบ้านในพื้นที่ชายแดนใต้ จะมีการละเล่นอีกหลายอย่างที่เรายังไม่รู้ การละเล่นพี้นบ้านถือว่าเป็นมรดกทางศิลปกรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งถือว่ามีความสำคัญกับประเทศ เพราะแต่ละวัฒนธรรมประเพณีต่างๆที่สืบทอดกันมานั้นจะมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ จะทำให้นักท่องเที่ยวที่ได้เที่ยวในประเทศเรา นักท่องเที่ยวเหล่านั้นจะได้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของเราที่จะแตกต่างกับประเทศของเขา เพราะฉะนั้น ตัวเราเองจำเป็นที่จะต้องรักษาการละเล่นพี้นบ้าน ประเพณี วัฒนธรรม ของสังคมเรานั้นกันต่อไป  

อ้างอิง
     เนื้อหา / ภาพประกอบ 
http://www.souththaiwisdomscholarsassociation.com/sites/

ตำนานมังยิดกรือเซ๊ะ (แก้ครั้งที่สอง) ฟาฎิล แซ่หลี


เรียงความ เรื่อง มัสยิดกรือเซ๊ะ
สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประกอบด้วยจังหวัด ยะลา ปัตตานี และนราธิวาสมีเรื่องเล่าเรื่องตำนานที่ เล่าขานกันมาถึงปัจจุบันมากมาย ที่บรรพบุรุษในสมัยก่อนได้เก็บหลักฐานนไว้เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักถึงความเป็นมาของแต่ละสถานทีในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ จากที่กระผมได้ไปศึกษาค้นคว้ามาจากอินเตอร์เน็ต ซึ่งปรากฏว่า ผมได้เจอตำนานเรื่องหนึ่งชื่อว่า ตำนานมัสยิดกรือเซ๊ะ ในสมัยก่อนเป็นที่เลื่องลือในสมัยยุครัฐปัตตานี



รูปมัสยิดกรือเซ๊ะ

ตำนานมัสยิดกรือเซ๊ะ
          เป็นเรื่องราวที่ได้สร้างความอัปยศให้กับสังคมมุสลิมนับตั้งแต่ได้มีประวัติศาสตร์อิสลามเกิดขึ้นมาในปัตตานี เริ่มจากรัชสมัยของพระยาอินทิรา แห่งราชวงศ์ RAJA WANGSA ซึ่งพระองค์เข้ายอมรับอิสลาม และมีพระนามว่า สุลต่าน อิสมาแอล ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้วมัสยิดกรือเซ๊ะ ไม่ได้ถูกสร้างโดยลิ้มโต๊ะเคียมเหมือนกับตำนานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่ได้รับบอกเล่าต่อๆ กันมา หรือตามตำนานที่ได้ถูกบันทึกในวารสาร อสท.ของททท.
และมัสยิดกรือเซ๊ะไม่ได้ถูกฟ้าผ่า เนื่องจากคำสาปแช่งของ นางสาวลิ้มกอเหนี่ยวหรือหลิมกอเนี่ยว ที่ผูกคอตายที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ริมชายหาดตันหยงลูโล๊ะ ดี่งที่ตำนานได้กล่าวไว้ ที่วา เมื่อนางไม่สามารถชวน ลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียน ผู้เป็นพี่ชายกลับเมืองจีนเพื่อไปดูแลแม่ที่ชราได้ นางจึงเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ได้ตัดสินใจผูกคอตายกับต้นมะม่วงหิมพานต์ พร้อมทั้งได้อาฆาตพยาบาทต่อมัสยิดกรือเซ๊ะที่เป็นต้นเหตุให้พี่ชายไม่สามารถกลับเมืองจีนพร้อมกับนางได้ นางจึงได้ตั้งจิตอธิฐานว่า ขอให้มัสยิดนี้มีอันเป็นไปในทุกๆครั้งที่มีการก่อสร้างหรือสร้างเสร็จ จากนั้นก็ได้มีฟ้าคะนองพร้อมกับได้มีอสนีบาตฟาดลงบนโดมมัสยิดพังพินาศเสียหายชาวมุสลิมต่างเกรงกลัวต่ออิทฤทธ์ของลิ้มกอเหนี่ยว เมื่อทำการบูรณะเสร็จก็จะโดนฟ้าผ่าทุกครั้งไป จนชาวมุสลิมไม่กล้าบูรณะมัสยิดหลังนี้อีกต่อไปและปล่อยให้มัสยิดรกร้างตั้งแต่นั้นมา  ด้วยเพราะความเกรงกลัวต่ออำนาจอิทฤทธิ์ของนางสาวลิ้มกอเหนี่นวหรือเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวในปัจจุบัน




รูปมัสยิดกรือเซ๊ะ

แต่ทางประวัติศาสตร์
          ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ไทยบางส่วนและประวัติศาสตร์ของชาวมลายูบันทึกว่าสาเหตุที่มัสยิดกรือเซ๊ะเสียหาย เพราะโดนกองทัพจากกรุงสยามเข้าตีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อประมาณ ปี พ.. 2328 ครั้งที่ทัพสยามเข้ามาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ ทหารสยามได้ระดมยิงปืนใหญ่จนเมืองและพระราชวังเสียหายตลอดจนมัสยิดเสียหาย และเมื่อทหารสยามรบชนะก็ได้ทำการเผามัสยิดเพื่อลอกเอาเนื้อทองคำบริสุทธิ์ที่ห่อหุ้มบนโดมมัสยิดกรือเซ๊ะอันสวยงามแห่งนี้ และหลังจากกองทัพสยามได้ยกทัพมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้กล่าวกันว่า ในสมัยที่กองทหารสยามกวาดและริบทรัพย์สินจากเชลยศึกในสงครามปัตตานีในสมัยปัตตานีในสมัยที่กองทัพถอยกลับนั้นด้วยความที่ทรัพย์สินของปัตตานีมีมาก เรือลำหนึ่งที่บรรทุกปืนใหญ่ศรีนะฆะราจจมล้มในอ่าวปัตตานี และทหารสยามต้องเท้ากลับกรุงเทพมหานคร เพราะเรือของกองทัพทั้งต้องบรรทรัพย์สินของเชลยศึกที่ยึดได้จากสงครามกลับกรุงเทพ
ยังมีความจริงอีกมามายที่ยังไม่ได้เขียนถึง และยังมีละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่ยังไม่เปิดเผย แต่มัสยิดกรือเซ๊ะเป็นมัสยิดที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้นเราควรอนุรักษ์และรักษาเอาไว้ เพื่อให้เป็นที่รู้จักของคนรุ่นหลังเอาไว้



อ้างอิง     http://www.geocities.ws/prawat_patani/masjidkersik.htm