วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

ตำนาน สุสานดาโตีะ


เรียงความ เรื่อง สุสานดาโต๊ะ

          สามจังหวัดชายแดนใต้ที่ประกอบด้วยจังหวัด ปัตตานี ยะลา และนราธิวาสมีเรื่องเล่าหรือตำนานที่  เล่าขานกันมาถึงปัจจุบันมากมาย ที่บรรพบุรุษในสมัยก่อนได้เก็บหลักฐานไว้เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักถึงความเป็นมาของแต่ละสถานที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ และเมื่อกล่าวถึง"เมืองงามสามวัฒนธรรม   ศูนย์ฮาลาลเลิศล้ำ  ชนน้อมนำศรัทธา  ถิ่นธรรมชาติงามตา  ปัตตานีสันติสุขแดนใต้"ทุกท่านก็คงรู้ว่าเป็นำขวัญของจังหวัดปัตตานี

    

    และเมื่อกล่าวถึงสุสานดาโต๊ะเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป สุสานดาโต๊ะเป็นเรื่องเล่านับร้อยปีโดยมีสุสานโต๊ะปาแยเป็นที่มาของ หมู่บ้านดาโต๊ะ หมู่บ้านดาโต๊ะตั้งอยู่ หมู่ที่ ๔ ตำบลแหลมโพธิ์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี โดยเล่ากันว่า เดิมหมู่บ้านดาโต๊ะนั้น เป็นที่ดินงอกอยู่ระหว่างคลองยะหริ่งและหาดตะโละกาโปร์ สถานการณ์ของบ้านเมืองตอนนั้นอยู่ในระหว่างสงครามและสมัยนั้นก็อยู่ภายใต้การปกครองของเมืองปาเระ โดยมีเจ้าเมืองชื่อ นาจาแย เจ้าเมืองจึงสั่งห้ามไม่ให้นำแร่ทองแดงออกจากเมือง วันหนึ่งมีพ่อค้าชาววานิช     มีชื่อว่า โต๊ะปาแย เป็นพ่อค้าขายแร่ทองแดงของหมู่บ้านดาโต๊ะ ได้ลอบนำแร่ทองแดงที่เจ้าเมืองสั่งห้ามออกนอกเมือง และถูกจับได้ จึงประหารชีวิตโต๊ะปาแยโดยการตัดคอ และนำศพทิ้งลงคลองยะหริ่ง มีชาวบ้านคนหนึ่งเป็นชาวประมงทนเห็นศพของโต๊ะปาแยไม่ได้ เพราะสงสาร จึงแอบนำศพไปฝั่งไว้บนดิน

พอตกกลางคืนชาวประมงที่นำศพของโต๊ะปาแยไปฝั่งนั้น ได้ไปทอดแหและจับปลาพร้อมกับเพื่อนๆ แต่ปรากฏว่า ไม่มีปลาสักตัวเลยติดแหของเขา แต่จะมีหินสวยงามติดมาทุกครั้ง ชาวประมงเลยคิดว่าคืนนี้เขาจะไม่ได้ปลาแล้ว จึงเก็บหินสวยงามไว้เต็มหม้อเพื่อให้ลูกเล่น แล้วพากันกลับบ้าน พอรุ่งเช้าตื่นขึ้นมาก็ไปเอาหินสวยงามที่อยู่ในหม้อเพื่อให้ลูกเล่น แต่พอเปิดฝาหม้อ ปรากฏว่า หินสวยงามนั้นกลายเป็นทองอยู่เต็มหม้อ เมื่อเพื่อนๆที่ไปทอดแหด้วยกันทราบข่าวก็พากันไปดูหินที่ตกอยู่ตามเรือก็กลายเป็นทองเช่นกัน จึงเก็บมาแบ่งกันอย่างมีความสุข

    อย่างไรก็ตามสามจังหวัดชายแดนใต้ก็ยังมีเรื่องเล่าที่น่าสนใจมากมายส่วนหมู่บ้านดาโต๊ะและสุสานดาโต๊ะก็ยังมีให้คนรุ่นใหม่นั้นได้รู้จักอีก เพื่อที่จะเล่าต่อให้แก่รุ่นลูก รุ่นหลาน ได้รู้จักกับตำนานเก่าๆและรวมถึงเรื่องเล่าต่างๆในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

แหล่งอ้างอิง
- http://www.l3nr.org/posts/415666



วัดคูหาภิมุข


                                                                       วัดคูหาภิมุข


           

              วัดถ้ำคูหาภิมุข เป็นวัดสำคัญของจังหวัดยะลา ภายในวัดมีถ้ำใหญ่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ พระพุทธรูปสมัยศรีวิชัย ซึ่งถือเป็นปูชนียวัตถุที่สำคัญของภาคใต้ซึ่งสะท้อน ความรุ่งเรืองของพุทธศาสนานิกายมหายานในสมัยศรีวิชัย พ.ศ. 2390 ผู้ใหญ่บ้านอาศัยอยู่ที่บ้านหน้าถ้ำ ได้สร้างวัดคูหาภิมุขเพื่อประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลในหมู่บ้าน ภายในวัดคูหาภิมุขมีถ้ำใหญ่ ประดิษฐาน พระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่ ภายในถ้ำ ยังมีหินงอกหินย้อย และน้ำใสสะอาดไหลริน จากโขดหิน วัดคูหาภิมุข เป็นวัดที่สำคัญของเมืองยะลา   ตำบลหน้าถ้ำ ภาพพิกัดทางภูมิศาสตร์ของวัดคูหาภิมุขตำบลหน้าถ้า เคยเป็นแหล่งชุมชนโบราณมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ พบร่องรอยศาสนสถาน เมืองโบราณ ซึ่งเป็นศาสนสถานที่พบเทวรูปสำริด กำแพงเมือง พระพิมพ์ดินดิบแบบทวารวดีศรีวิชัย ภาพเขียนสีพระพุทธรูปฉาย ภาพขียนสีราชรถมีสัตว์เทียม มีอายุราวพุทธตวรรษที่ 15-17 ยะลาเป็นชุมชนเกษตร นักโบราณคดีได้พบเขียนก่อนประวัติศาสตร์บริเวณ ถ้ำคูหาภิมุขเป็นภาพพระพุทธฉาย และพระราชรถแกะสลักไว้บนหน้าผาภายในบริเวณถ้ำคูหาภิมุข
 
                 พระพุทธไสยาสน์ เป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่ปั้นด้วยดินเหนียวโดยใช้ไม่ไผ่เป็นโครง สร้างขึ้นสมัยศรีวิชัยรุ่งเรืองราว พ.ศ. 1300หรือสมัยเดียวกับพระบรมธาตุเมืองนคร มีขนาดความยาว 81 ฟุต 1 นิ้ว ประดิษฐาน ภายในถ้ำคูหาภิมุข เดิมชื่อ วัดหน้าถ้ำ กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 ลงวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 วัดคูหาภิมุข มีพระพุทธรูป สมัยศรีวิชัย สมัยสุโขทัย สมัยอู่ทอง ใกล้ๆกับวัดมีภูเขากำปั่นเป็นภูเขาหินอ่อน สีชมพู สวยงามมาก ปัจจุบันรัฐบาลได้ให้สัมปทานแก่บริษัทเอกชนทำหินอ่อนจำหน่าย หินอ่อนสีชมพูจากยะลามีความสวยงาม มีชื่อเสียงระดับประเทศ    พิพิธภัณฑ์ศรีวิชัย ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดคูหาภิมุข มีวัตถุโบราณที่ขุดค้นได้จากถ้ำต่างๆ ในตำบลหน้าถ้ำ ได้แก่ ภูเขาวัดถ้ำ ภูเขากำปั่น กรมศิลปากรค้นพบพระพิมพ์ดินดิบ สมัยศรีวิชัย สถูป เม็ดพระศก อิฐฐานพระพุทธรูป ขวานหินขัด และบริเวณสนามบินท่าสาป ได้ค้นพบโคกอิฐ เนินดิน ซากกำแพงเมืองโบราณ เครื่องถ้วยชาม เทวรูปพระนารายณ์สำริด สูงประมาณ 1 ศอก (0.5 เมตร) พระพุทธรูปแกะสลักในแผ่นหินมีสภาพสมบูรณ์ จำนวน 3 องค์ กว้าง 21.50 เซนติเมตร สูง 30 เซนติเมาตร สลักเป็นรูปนูนต่ำ รูปพระพุทธเจ้าประทับนั่ง ปางสมาธิ อีกองค์หนึ่งชำรุดครึ่งหนึ่งมีแร่พระเศียร พระพุทธรูปสมัยศรีวิชัย สมัยสุโขทัย สมัยอู่ทอง

   
                  ปัจจุบัน วัดคูหาภิมุข มีความสงบเงียบ ไร้นักท่องเที่ยวที่เคยเฟื่องฟูเหมือนครั้งเก่าก่อน เนื่องจากสภาพปัญหาทางด้านเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งส่งผลกระทบให้สภาพของ วัดหน้าถ้ำไม่ต่างไปจากโบราณสถานที่ไร้ผู้เหลียวแล จะมีแต่ชาวบ้านหน้าถ้ำที่อาศัยอยู่มาเนิ่นนาน แวะเวียนเข้าไปปฏิบัติศาสนกิจ และทำพิธีทางศาสนา ครั้งเมื่อถึงวันสำคัญทางศาสนาก็จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่ก็เป็นอย่างนั้นไม่นาน  ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบใน พื้นที่ จะมีนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้าน และจังหวัดใกล้เคียงแวะเวียนเข้าไปเที่ยวชมความงดงามของ วัดหน้าถ้ำ และกราบไหว้สักการบูชาพระพุทธไสยาสน์อย่างไม่ขาดสาย อย่างไรก็ตาม วัดคูหาภิมุข ก็ยังคงเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนา และโบราณสถานในลำดับต้นๆ ของจังหวัดยะลา ที่นักท่องเที่ยวหลายๆ ท่านมักกล่าวอ้างถึงเมื่อนึกถึงจังหวัดยะลา ดังคำขวัญ




อ้างอิง : -