วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

วัดคูหาภิมุข


                                                                       วัดคูหาภิมุข


           

              วัดถ้ำคูหาภิมุข เป็นวัดสำคัญของจังหวัดยะลา ภายในวัดมีถ้ำใหญ่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ พระพุทธรูปสมัยศรีวิชัย ซึ่งถือเป็นปูชนียวัตถุที่สำคัญของภาคใต้ซึ่งสะท้อน ความรุ่งเรืองของพุทธศาสนานิกายมหายานในสมัยศรีวิชัย พ.ศ. 2390 ผู้ใหญ่บ้านอาศัยอยู่ที่บ้านหน้าถ้ำ ได้สร้างวัดคูหาภิมุขเพื่อประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลในหมู่บ้าน ภายในวัดคูหาภิมุขมีถ้ำใหญ่ ประดิษฐาน พระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่ ภายในถ้ำ ยังมีหินงอกหินย้อย และน้ำใสสะอาดไหลริน จากโขดหิน วัดคูหาภิมุข เป็นวัดที่สำคัญของเมืองยะลา   ตำบลหน้าถ้ำ ภาพพิกัดทางภูมิศาสตร์ของวัดคูหาภิมุขตำบลหน้าถ้า เคยเป็นแหล่งชุมชนโบราณมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ พบร่องรอยศาสนสถาน เมืองโบราณ ซึ่งเป็นศาสนสถานที่พบเทวรูปสำริด กำแพงเมือง พระพิมพ์ดินดิบแบบทวารวดีศรีวิชัย ภาพเขียนสีพระพุทธรูปฉาย ภาพขียนสีราชรถมีสัตว์เทียม มีอายุราวพุทธตวรรษที่ 15-17 ยะลาเป็นชุมชนเกษตร นักโบราณคดีได้พบเขียนก่อนประวัติศาสตร์บริเวณ ถ้ำคูหาภิมุขเป็นภาพพระพุทธฉาย และพระราชรถแกะสลักไว้บนหน้าผาภายในบริเวณถ้ำคูหาภิมุข
 
                 พระพุทธไสยาสน์ เป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่ปั้นด้วยดินเหนียวโดยใช้ไม่ไผ่เป็นโครง สร้างขึ้นสมัยศรีวิชัยรุ่งเรืองราว พ.ศ. 1300หรือสมัยเดียวกับพระบรมธาตุเมืองนคร มีขนาดความยาว 81 ฟุต 1 นิ้ว ประดิษฐาน ภายในถ้ำคูหาภิมุข เดิมชื่อ วัดหน้าถ้ำ กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 ลงวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 วัดคูหาภิมุข มีพระพุทธรูป สมัยศรีวิชัย สมัยสุโขทัย สมัยอู่ทอง ใกล้ๆกับวัดมีภูเขากำปั่นเป็นภูเขาหินอ่อน สีชมพู สวยงามมาก ปัจจุบันรัฐบาลได้ให้สัมปทานแก่บริษัทเอกชนทำหินอ่อนจำหน่าย หินอ่อนสีชมพูจากยะลามีความสวยงาม มีชื่อเสียงระดับประเทศ    พิพิธภัณฑ์ศรีวิชัย ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดคูหาภิมุข มีวัตถุโบราณที่ขุดค้นได้จากถ้ำต่างๆ ในตำบลหน้าถ้ำ ได้แก่ ภูเขาวัดถ้ำ ภูเขากำปั่น กรมศิลปากรค้นพบพระพิมพ์ดินดิบ สมัยศรีวิชัย สถูป เม็ดพระศก อิฐฐานพระพุทธรูป ขวานหินขัด และบริเวณสนามบินท่าสาป ได้ค้นพบโคกอิฐ เนินดิน ซากกำแพงเมืองโบราณ เครื่องถ้วยชาม เทวรูปพระนารายณ์สำริด สูงประมาณ 1 ศอก (0.5 เมตร) พระพุทธรูปแกะสลักในแผ่นหินมีสภาพสมบูรณ์ จำนวน 3 องค์ กว้าง 21.50 เซนติเมตร สูง 30 เซนติเมาตร สลักเป็นรูปนูนต่ำ รูปพระพุทธเจ้าประทับนั่ง ปางสมาธิ อีกองค์หนึ่งชำรุดครึ่งหนึ่งมีแร่พระเศียร พระพุทธรูปสมัยศรีวิชัย สมัยสุโขทัย สมัยอู่ทอง

   
                  ปัจจุบัน วัดคูหาภิมุข มีความสงบเงียบ ไร้นักท่องเที่ยวที่เคยเฟื่องฟูเหมือนครั้งเก่าก่อน เนื่องจากสภาพปัญหาทางด้านเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งส่งผลกระทบให้สภาพของ วัดหน้าถ้ำไม่ต่างไปจากโบราณสถานที่ไร้ผู้เหลียวแล จะมีแต่ชาวบ้านหน้าถ้ำที่อาศัยอยู่มาเนิ่นนาน แวะเวียนเข้าไปปฏิบัติศาสนกิจ และทำพิธีทางศาสนา ครั้งเมื่อถึงวันสำคัญทางศาสนาก็จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่ก็เป็นอย่างนั้นไม่นาน  ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบใน พื้นที่ จะมีนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้าน และจังหวัดใกล้เคียงแวะเวียนเข้าไปเที่ยวชมความงดงามของ วัดหน้าถ้ำ และกราบไหว้สักการบูชาพระพุทธไสยาสน์อย่างไม่ขาดสาย อย่างไรก็ตาม วัดคูหาภิมุข ก็ยังคงเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนา และโบราณสถานในลำดับต้นๆ ของจังหวัดยะลา ที่นักท่องเที่ยวหลายๆ ท่านมักกล่าวอ้างถึงเมื่อนึกถึงจังหวัดยะลา ดังคำขวัญ




อ้างอิง : -





วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2557

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหมู่บ้านบาโงยบาแด


ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหมู่บ้านบาโงยบาแด

เมื่อพูดถึง  “หมู่บ้านหลายคนคงจะรู้จักดีว่าคืออะไร  หมู่บ้านก็เป็นสังคมหนึ่งที่มีครอบครัวหลายครอบครัวมาอยู่รวมกันในที่แห่งหนึ่ง  ซึ่งกว่าจะมาเป็นหมู่บ้านได้นั้น มีต้นกำเนิดมาหลากหลายทาง แต่ละหมู่บ้านก็จะมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป บางหมู่บ้านจะมีตำนานเล่าขานกันมาอย่างลึกลับ ชื่อของบางหมู่บ้านก็เกิดมาจากความเข้าใจผิด สลับไปมาจนทำให้เกิดเป็นเรื่องราว แต่บางหมู่บ้านก็เกิดขึ้นจากธรรมชาติแวดล้อมรอบตัวเรา จนเกิดเป็นชื่อเรียกขานหมู่บ้านนั้น ดังเช่นหมู่บ้าน บาโงยบาแด

บาโงยบาแดเป็นหมู่บ้านหนึ่งในตำบลสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ที่มีชื่อหมู่บ้านมาจากต้นไม้ชนิดหนึ่ง เป็นภาษาถิ่นเรียกว่าต้นบาแด มีลักษณะเป็นต้นไม้มีหนามที่แหลมคมมาก ส่วนคำว่าบาโงย เป็นภาษาถิ่นเช่นกัน หมายถึงเนินเตี้ยๆ โดยพื้นที่ในหมู่บ้านสมัยก่อนเป็นเนินเตี้ยๆประกอบกับมีต้นบาแดอยู่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้ชาวบ้านเรียกขานกันว่า บาโงยบาแด  ซึ่งต้นบาแดในภาษาไทย เรียกว่า ต้นแตว

ถ้านับว่าหมู่บ้านบาโงยบาแด เป็นศูนย์กลาง ก็จะมีหมู่บ้านรอบๆ คือ หมู่บ้านบาโงยจีน บ้านลางา และบ้านอามัน นอกจากนั้นหมู่บ้านบาโงยบาแดยังมีที่ตั้งติดอยู่กับแม่น้ำปัตตานี ผู้คนส่วนใหญ่เมื่อว่างจากอาชีพทำสวนทำไร่แล้ว ก็จะมาหาปลานำไปขายเป็นรายได้เสริมอีกด้วย ชาวบ้านอยู่กันแบบเรียบง่าย ตามมีตามเกิดและมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมื่อถึงวันฮารีรายอ ชาวบ้านก็จะมาพบปะกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้คนในหมู่บ้านมีความสัมพันธ์ที่แน่นเฟ้นกันยิ่งขึ้น

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หมู่บ้านบาโงยบาแดมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย เช่น ในสมัยก่อนยังไม่มีถนนตัดผ่าน การคมนาคมที่ใช้ก็คือการเดินเท้าและใช้เรือ  ณ ปัจจุบันก็มีการสร้างถนนและชลประทาน เพื่อให้ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพและเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้านได้อีกด้วย สถานีอนามัยก็ได้รับการพัฒนาทั้งสถานที่ในการรองรับผู้ป่วยและเครื่องมือที่มีความทันสมัยมากขึ้น นอกจากนั้นได้มีการสร้างโรงเรียนขึ้นภายในหมู่บ้านบาโงยบาแด นั่นก็คือ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๒๔ (บ้านบาโงยบาแด) ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มรนักเรียนเข้ามาศึกษากันอยู่มาก  ทั้งคนในพื้นที่และหมู่บ้านใกล้เคีย

แต่ละหมู่บ้านก็จะมีความแตกต่างกัน และต่างก็มีประวัติความเป็นมาต่างกัน หมู่บ้านบาโงยบาแดก็เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่มีความเป็นมาที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมในอดีต และปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น แต่ก็ยังมีกลิ่นอายความเป็นอดีตอยู่  เป็นหมู่บ้านที่ให้ความสำคัญกับประเพณีในอดีต  ให้ความสำคัญกับศาสนาที่ตนนับถือจนสามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างสันติ แม้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้จะตั้งอยู่ในที่ๆอันตราย รายรอบก็ตาม


                                  ขอบคุณข้อมูลจาก  : องค์การบริหารส่วนตำบลสะเตงนอก 

วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557

ตำนาน เขาอกทะลุ


ตำนาน เขาอกทะลุ

    ตำนานนั้นเป็นสิ่งเล่าต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษยังลูกหลาน  ซึ่งตำนานนั้นมีความสำคัญมากเพราะมีประโยชน์ต่อการศึกษาในเรื่องประวัติศาสตร์ต่างๆตำนานในภาคใต้นั้นมีตำนานหลายๆอย่างที่น่าสนใจ เช่น ตำนานนางเลือดขาว ตำนานเกาะตะรุเตา ตำนานเกาะตาเกาะยาย เป็นต้น มีตำนานหนึ่งเชื่อกันว่าคนในภาคใต้ไม่ค่อยรู้จัก ยกเว้นแต่คนในจังหวัดพัทลุงที่อาจจะรู้จักกันดี นั้นคือตำนานอะไร ถ้าอยากรู้แล้วนั้น เราไปอ่านกันเลย
         
         เขาอกทะลุเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดพัทลุง  เป็นภูเขาหินปูนตั้งอยู่ตามแนวเหนือ - ใต้ ยอดเขาสูงประมาณ ๒๕๐ เมตร ยาวประมาณ ๒ กิโลเมตร เป็นภูเขาที่มีความสำคัญ มีความศักดิ์สิทธิ์ เชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของเจ้าแม่สมฤดี เจ้าแห่งเขาอกทะลุ  มีบันไดสำหรับขึ้นยอดเขาเพื่อชมทิวทัศน์ของเมืองพัทลุงได้ลักษณะพิเศษของภูเขาลูกนี้คือ มีโพรงทะลุมองเห็นอีกด้านหนึ่งอยู่บริเวณเกือบตอนปลายของยอดเขาซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่หากเราได้รับฟังตำนานของเขาอกทะลุซึ่งเป็นเรื่องที่เล่ากันมาผูกโยงเป็นเรื่องราวระหว่างภูเขาต่างๆในพัทลุง มีตำนานเกี่ยวกับ ภูเขาอกทะลุ เล่าว่า คนเติบๆเคยเล่าให้ฟังถึงตำนานที่มาของเขาอกทะลุว่า  มีครอบครัวหนึ่ง สามีชื่อนายเมือง  มีภรรยา 2 คน บุตร 2 คน ภรรยาหลวงชื่อว่านางสินลาลุดี นางสินลาลุดีมีบุตรชื่อว่านางยี่สุ่น ภรรยาน้อยชื่อว่านางบุปผา ๆ มีบุตรชื่อว่านายซังกั้ง ทั้ง 5 คนอยู่ด้วยกันด้วยความผาสุกมาเป็นเวลาช้านาน  ครั้งหนึ่งนายเมืองได้เดินทางไปค้าช้างที่ต่างเมือง นางยี่สุ่นได้นำสำเภาไปค้าขายที่เมืองจีน นายซังกั้งซึ่งเป็นผู้ที่มีนิสัยเกียจคร้านพาลเกเร ก็ท่องเที่ยวไปอย่างไม่มีจุดหมาย ที่บ้านจึงเหลือแต่นางสินลาลุดีกับนางบุปผา ซึ่งทั้ง 2 คน ได้ช่วยเหลือเกื้อหนุนกันด้วยดีตลอดมา จนวันหนึ่งในขณะที่นางสินลาลุดีกำลังพอหูก (ทอผ้า) ส่วนนางบุปผาก็กำลังซ้อมสาร (ตำข้าว) ทั้งสองได้เกิดปากเสียงโต้แย้งกันขึ้นถึงกับวิวาททุบตีกัน นางสินลาลุดีมีความโกธรมากจับได้ฟืมทอผ้า ตีศีรษะนางบุปผาแตกเลือดไหล ฝ่ายนางบุปผาจับได้สากตำข้าวแทงเข้าตรงหน้าอกของนางสินลาลุดีจนทะลุ ทั้ง 2 คนถึงแก่ความตายกลายเป็นหิน คือ นางสินลาลุดีกลายเป็นเขาอกทะลุ นางบุปผากลายเป็น เขาหัวแตก
เขาหัวแตก
ทางฝ่ายนายเมืองเมื่อเสร็จจากการค้าช้างก็เดินทางกลับเมืองพัทลุง ไม่ทันได้เข้าเมืองก็ทราบข่าวว่า ภรรยาทั้ง 2 วิวาททุบตีจนถึงแก่ความตาย ก็เกิดความเสียใจไม่ยอมเข้าเมือง จนตรอมใจตายจักกันแพร่หลายทั่วไปกลายเป็นหิน คือ เขาเมืองหรือเขาชัยบุรี
เขาเมืองหรือเขาชัยบุรี
 ซึ่งมีลักษณะคล้ายช้างหมอบ
เขาชัยสน
ส่วนนางยี่สุ่นลูกสาวของนางสินลาลุดี กลับจากค้าขายจากเมืองจีน ไม่ทันเข้าเมืองก็ทราบว่า พ่อแม่ได้ถึงแก่ความตายแล้ว ก็เกิดความเสียใจตรอมใจตายกลายเป็นหิน คือ เขาชัยสน ซึ่งมีลักษณะคล้ายเรือสำเภา ฝ่ายนายซังกั้งลูกชายนางบุปผา เมื่อกลับมาบ้าน ทราบว่าทุกคนตายหมดแล้ว ก็เกิดความเสียใจจนตรอมใจตายกลายเป็นหินคือเขาซังกั้งหรือเขากัง 
ซึ่งอยู่ในบริเวณโรงพยาบาลประจำจังหวัดพัทลุง
         
       ตำนาน เขาอกทะลุนั้นเป็นตำนานที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในครอบครัว  ความรัก  คนที่ชอบใช้กำลังในการตัดสินปัญหา ไม่เชื่อใจกัน ความขัดแย้งต่างๆ คนๆนั้นจะเป็นคนที่อยู่ไม่เป็นสุข ตำนานนี้จะสอดคล้องกับการใช้ชีวิตของสามีที่มีภรรยาสองคน เป็นตำนานแนวสอนชีวิตให้ข้อคิดแก่ผู้อ่าน ชาวเมืองพัทลุงเชื่อถือเปรียบเสมือนเสาหลักเมืองพัทลุงด้วยเหตุนี้ทางราชการจึงนำภาพเขาอกทะลุและเจดีย์บนยอดเขามาทำเป็นตราสัญลักษณ์ของจังหวัด นอกจากนี้ เขาอกทะลุยังเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกด้วย 




อ้างอิง :  http://www.bloggang.com
               http://www.oknation.net/
               http://travel.thaiza.com