วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557

ตำนานมโนราห์

                   
                                         มโนราห์ศิลปวัฒนธรรมประเพณีไทย
ภาพนางมโนราห์

    "นอกอ นะกะ เล่า และรื่นเหอรื่น ลูกจะไหว้ นางธรณีเอาเล่าและพึ่งแผน เอาหลังเข้ามาตั้งให้เป็นแท่นรองตีนชาวมนุษย์เอาเล่าและทั้งหลายชั้นกรวดและดินดำ ชั้นถัดมาชั้นนำเล่าละอองทรายนาคเจ้าแลกฤๅสายขายให้โนเนโนในขานมาเล่าแล้ขาต้องทำนองเหมือนวัวชักไถ เพลงสำลีไม่ลืมใยพี่ไปก็ลืมน้องหนา ลมตั้งเมฆแล้วก็พัดขึ้นมาลาดว่าวดาราพัดโต้ด้วยลมสลาตันแล่นเรื่อเถิดเหวย น้องกลางคืนเป็นกลางวันแล่นออกลึกไม่เห็นฝั่งเอาเกาะกะชังมาเป็นเรือนเพื่อนบ้านเขานับปี นางนวลทองสำลีนับเดือนเอาเกาะกะชังมาเป็นเรือนเป็นแท่นที่นอนของน้องหนาค่ำแล้วแก้วพี่ค่ำเอยลงมาไรไร มาเราค่อยจดค่อยจ้องมาเราค่อยร้องค่อยไปรักเจ้านวลสลิ้มคือตังพิมพ์ทองหล่อใหม่เจ้านวลทั้งตัวสคราญเจ้านวลทั้งใบเจ้านวลจริงจริงไม่มีใยขัดใจไปแล้วน้องหนาครั้งถึงลงโรง ลูกยอไหว้ครู หารือพ่อขุนศรัทธา"
                                                                                                       
             เป็นบทขานเอที่ใช้ในการแสดงมโนราห์ ซึ่  “มโนราห์  หรือ โนราห์ ที่คนภาคใต้เรียกชิ่อกล่าวขานกัน เป็นการละเล่นพื้นเมืองภาคใต้ที่มีมาแต่โบราณ ได้รับอิทธิพลจากอินเดียโบราณก่อนสมัยศรีวิชัยมีการสืบ ทอดกันมานานและนิยมกันอย่างแพร่หลายใน ภาคใต้     เป็นการละเล่นที่มีทั้งการร้อง การรำ บางส่วนเล่นเป็นเรื่อง และบางส่วน แสดงตามคติความเชื่อที่เป็นพิธีกรรม  มีเครื่องดนตรีประกับคือ โหม่ง ฉิ่ง ทับ กลอง ปี่ เรียกว่าเบ็ญจสังคีต ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกที่ เมืองพัทลุงหรือปัจจุบันคือ ตำบล บางแก้ว จังหวัดพัทลุง
การแสดงมโนราห์

         จากคำบอกเล่าของนายสาย ภักดีสังข์ ผู้สอนรำมโนราห์ได้เล่าว่า
          "กาลครั้งนั้นยังมีพระยาเมืองพัทลุง กับพระมเหสีได้ครองคู่กันมาหลายปี เเต่ก็ไม่มีบุตรไว้สืบสกุลสักคน ทั้งพระสามีเเละพระมเหสีได้ตกลงกันจุดธูปเทียนบนบานศาลกล่าวเเด่เทวดาเเละสิ่งศักสิทธิ์ ขอให้ช่วยประทานบุตรให้สักคนจะเป็นหญิงก็ได้ ชายก็ดีไว้เป็นทายาทสืบสกุลต่อไป 
        มาวันหนึ่งพระมเหสีบอกพระสามีว่ากำลังทรงมีพระครรภ์ พระสามีได้ฟัง ก็ดีพระทัยมาก เมื่อครบกำหนดประสูติกาลได้ประสูติพระธิดาจึงได้ตั้งชื่อว่าศรีมาลา เมื่อเจริญวัยได้ประมาณ 5-6 เดือนก็เริ่มรำทำมือพลิกไปพลิกมาจนเคยชิน ตั้งเเต่เล็กจนโตรำมาตลอดส่วนพระบิดาก็ร้อนใจเเละละอายต่อไพร่ฟ้า ประชาชนที่พระธิดาโตเเล้วยังรำอยู่เช่นนั้นไม่รู้จะทำอย่างไรส่วนประชาชนก็พากันติฉินนินทาไม่ขาดหูเลยตัดสินใจ ให้ทหารนำไปลอยเเพในทะเล เเม่ศรีมาลาต้องทนทุกข์ทรมานอย่างเเสนสาหัสจนสลบ
นอนเเน่นิ่งอยู่บนเเพนั้นเเพถูกคลื่นลมพัดพาไปตามกระเเสน้ำตามยถากรรมจนกระทั่งไปติดอยู่กับโขดหินใกล้กับเกาะสีชัง. พ่อขุนศรัทธาซึ่งต้องคดีการเมืองถูกนำไปกับไว้บนเกาะสีชังพร้อมพวกพระยาต่างๆที่ต้องคดีเกดียวกันถูกนำมากักขังรวมกันบนเกาะเเห่งนี้ในวันนั้นพ่อขุนศรัทธาได้ลงไปตักน้ำเพื่อจะชำระร่างกาย บังเอิญมองไปในทะเลได้เห็นเเพลำหนึ่งลอยมาติดอยู่ที่โขดหินใกล้เกาะเเละมีคนๆหนึ่งนอนอยู่บนเเพพอจะเเลเห็นได้ถนัดตนเองจะลงไปช่วยก็ไม่ได้เพราะน้ำบริเวณนั้นลึกมากจึงไปบอกกับพระยาโถมน้ำซึ่งเป็นผู้มีวิชาอาคมเดินบนน้ำได้ให้ไปช่วยพระยาโถมน้ำรับปากเเล้วได้ลงมาดูเห็นเป็นดังที่ขุนศรัทธาพูดจริงๆจึงตัดสินใจเดินไปบนน้ำลากเเพเข้าหาฝั่งได้เเต่จะทำอย่างไรผู้หญิงที่นอนอยู่ในเเพยังสลบไศลไม่ได้สติจึงได้เรียกบบรดาพวกพระยาทั้งหมดให้มาดูเผื่อจะมีผู้ใดมีปัญญาช่วยเหลือได้
       ขณะนั้นพระยาลุยไฟซึ่งร่วมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วยคิดว่าผู้หญิงคนนี้คงไม่เป็นอะไรมากคงเนื่องจากความหนาวเย้นนั้นเองที่ทำให้เธอไม่ได้สติเมื่อคิดได้ดังนั้นจึงสั่งให้พวกพระยาทั้งหลายช่วยกันหาไม้ฟืนมาก่อไฟสักกองใหญ่เเล้วพระยาลุยไฟก็อุ้มเอาร่างผู้หญิงคนนั้น เดินเข้าไปในกองไฟ ความหนาวที่เกาะกุมนางอยู่ เมื่อถูกความร้องจากกองไฟ ก็เริ่มผ่อนคลายและรู้สึกตัวในเวลาต่อมา เมื่อเห็นว่าเธอปลอดภัยแล้ว จึงนำนางขึ้นไปยังที่พัก และข้าวปลาอาหารแก่นาง จนมีเรี่ยวแรงปกติขึ้น เมื่อมีเรี่ยวแรงดีแล้ว  แม่สรีมาลาก็เริ่มรำอีก ทำให้พวกพระยาทั้งหลายแปลกใจ พากันถามไถ่ไล่เรียง แม่ศรีมาลาจึงเล่าความเป็นมาทั้งหมดให้พวกพระยาฟัง. พวกพระยาทั้งหมดต่างก็คิดกันว่า จะทำอย่างไรต่อไปดี พระยาคนหนึ่ง จึงเสนอให้พ่อขุนศรัทธา นำแม่ศรีมาลาไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม  ส่วนการร่ายรำของเธอจะมอบให้พระยาเทพสิงหร ไปประชุมพระยาให้ช่วยกันจัดการในเครื่องดนตรี และพระยาเทพสิงหร เป็นหัวหน้าคณะ และได้ตั้งชื่อคณะ คือ คณะมโนราห์   ในฐานะพระยาเทพสิงหร เป็นหัวหน้าคณะ และได้ตั้งคณะมโนราห์ขึ้น มโนราห์โรงนี้จึงเรียกกันว่า มโนราห์เทพสิงหร กาลเวลาผ่านมาพอสมควร คณะมโนราห์เทพสิงหร ได้แสดงไปเรื่อยๆจนข่าวลือไปทั่วสารทิศ  จนทราบไปถึง พระยาพัทลุง พระบิดา ซึ่งรู้เพียงแค่ว่ามโนราห์เทพสิงหรเเสดงดีมาก จึงรับสั่งให้ทหารไปรับมาแสดงในพระราชวัง มโนราห์ก็มาเเสดงมาตามคำเรียกร้อง พระยาเมืองพัทลุง ได้ทอดพระเนตรการเเสดง ก็ทรงชื่นชมพอพระทัย
       พอถึงฉากแม่ศรีมาลาออกมารำ เจ้าเมืองก็จำไม่ได้ว่าเป็นแม่ศรีมาลาเพราะแต่งกายด้วยชุดมโนราห์ ดูผิดแปลกไป มีรูปทรงน่ารัก น่าเอ็นดู พร้อมทั้งมีเสน่ห์เย้ายวนใจ เมื่อแม่ศรีมาลานั่งอยู่บนเตียงตั่ง เจ้าเมืองก็ลุกจากที่ประทับ เดินเข้าไปในโรงมโนราห์ ด้วยความเสน่หา แล้วได้จูงมือเเม่ศรีมาลาพาไปยังตำหนัก และเข้าไปในห้องทรง ให้แม่ศรีมาลาเปลี่ยนเครื่องทรงชุดมโนราห์ออก แล้วร่วมสมสู่กับนาง เเม่ศรีมาลาเห็นผิดปกติ ก็เลยบอกความจริงว่า "พระบิดาเจ้าข้า  หม่อมฉันเป็นลูกของท่านน่ะ ลูกที่ท่านลอยแพไป หม่อมฉันยังไม่ตาย แพไปติดอยู่ที่เกาะสีชัง พวกพระยาทั้งหลายเขาเลี้ยงหม่อมฉันไว้ แล้วได้ตั้งคณะมโนราห์ขึ้น"เมื่อได้ฟังดังนั้นก็โกรธมาก จึงรับสั่งให้นำแม่ศรีมาลาจับไปถ่วงน้ำ คณะมโนราห์ทั้งหมดก็ให้ทหารควบคุมตัวไว้ ไม่ให้ออกนอกวัง ส่วนเเม่ศรีมาลา เมื่อทหารกำลังนำตัวเดินลงมาจากพระตำหนัก นางได้ขอร้องให้ทหารนำตัวไปพบคณะมโนราห์และได้กล่าวอำลาครั้งสุดท้ายด้วย ทหารจึงทำตามความประสงค์ นำตัวแม่ศรีมาลาไปพบคณะมโนราห์ เมื่อทุกคนรู้เรื่องราวก็พากันเศร้าโศกเสียใจไปตามๆกัน
       แม่ศรีมาลาพูดกับคณะมโนราห์ว่า "หนูหมดบุญที่จะเป็นมนุษย์แล้ว เพราะเกิดมาครบสิบสองชาติแล้ว ท่านทั้งหลายไม่ต้องเศร้าโศกเสียใจ เมื่อท่านคิดถึงหนู ขอให้จัดโรงมโนราห์ขึ้นแล้วให้รำสิบสองท่า ว่าให้ครบสิบสองบท และเล่นสิบสองเรื่อง ตามชาติเกิดของหนู แล้วท่านจะไดสมหวัง หนูจะมากินกับมโนราห์เท่านั้น " และแม่สรีมาลาได้จบชีวิตลงในน้ำ".
     
          ถึงแม้ว่าในปัจจุบันวัฒนธรรมมโนราห์ไม่ค่อยนิยมเล่นให้ชมกันแล้ว แต่ก็ยังมีกลุ่มชนบางกลุ่มซึ่งมีจำนวนน้อยมากที่ยังอนุรักษ์และสืบสานกันอยู่ในแถบจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อให้ลูกหลานได้ชมและศึกษาต่อไป



การแต่งกายด้วยชุดมโนราห์

  
แหล่งอ้างอิง:
ภาพนางมโนราห์: http://www.baanjomyut.com
การเเสดงมโนราห์:  http://p-sangtubtim.in.th
 การแต่งกายมโนราห์: http://www.bloggang.com/













      

ตำนาน เรื่อง อำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรค

      สามจังหวัดชายแดนใต้มีอาณาเขตที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา คือประเทศ มเลเซีย สามจังหวัดชายแดนใต้มีประวัติความเป็นมาและเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อต่างๆมากมาย รวมถึงจังหวัดปัตตานีก็มีเช่นกัน อาทิ ตำนานเรื่อง อำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรค ก็เป็นตำนานเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจเช่นกัน เป็นตำนานเกี่ยวกับบรรพบุรุษของที่ยอมสละเวลา แรงกายแรงใจมาปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดปัตตานี 

          ประวัติส่วนตัวของท่าน  อำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรค

     อำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรค  เดิมชื่อ ทอง คุปตาสา ( ได้รับพระราชทานนามสกุลในราชกาลที่   ๖ ) เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ เดือน พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๒๖ ที่บ้านกะปิ ตำบล น้ำตาล อำเภอ จันทร์บุรี จังหวัด สิงห์บุรี บิดาชื่อ นายบุญธรรม มารดาชื่อ นางสุน ภรรยาชื่อ สิน มีบุตรธดา รวม ๖ คน พระยาพิบูลพิทยาพรรคถึงแก่กรรมเมื่อ วันที่ ๓ เดือน กันยายน พุทธศักราช ๒๕๐๗ รวมอายุ ๘๓ ปี พระยาพิบูลพิทยาพรรคได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนประจำอำเภอสิงห์บุรี ต่อมาย้ายไปศึกษาที่กรุงเทพมหานคร ที่โรงเรียนมัธยมหอวังแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็งแห่งสุดท้าย เมื่อเสร็จการศึกษาแล้วก็เข้ารับราชการครูในกระทรวงกรรมการ เป็นครั้งแรกในปี พุทธศักราช ๒๔๔๓ ตำแหน่งครูรอง ณ โรงเรียนวัดราชบพิธ
 ( รูปที่ท่านกำลังรับราชการอยู่ )


 (รูปที่ราชการที่ ๖ ทรงมาเยี่ยมราษฎรที่อำเภอมะกรูด )

 ( ห้องทำงานของท่านอำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรค )
    
      งานอดิเรกของท่านทางการศึกษามีหลายประการ อาทิ สร้างตำราเรียนอ่านเขียนหนังสือไทยเบื้องต้นสำหรับเด็กมุสลิมในจังหวัดปัตตานีให้ผู้ใหญ่และเด็กที่เรียนภาษาไทยเป็นครูสอนให้ และอำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรคได้เปิดโรงเรียนกสิกรรมที่เขาตูมและที่ตันหยงมัสเพื่อให้เยาวนไทยนั้นตระหนักถึงคามสำคัญในด้านกสิกกรมด้วย พุทธศักราช ๒๔๗๖ อำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรคได้ลาออกจากราชกาลเนื่องจากในเวลาช่วงนั้นมีพระราชบัญญัติให้ยุบมณฑลทั่วราชอาณาจักรไทย อีกทั้งท่านประสงค์จะพักผ่อนหลังจากมุ่งมั่นในการทำงานมานาน อำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรคได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด คือ ชั้นเหรียญพระบรมราชาภิเษก ราชการที่ ๗ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๙
                                                           ( นิทรรศการประกวดภาพถ่าย )

 ( ของใช้สวนตัวของท่านท่านอำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรค )

 (ครื่องใช้สวนตัวของท่านอำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรค )

( ห้องเก็บยาสมุนไพรทั้งหมด )
     
     หลังจากลาออกมาจากราชการแล้วท่านอำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรคได้กลับมาอาศัยอยู่ที่ปัตตานีเหมือนเดิม โดยมีบริษัติการค้าหลายแห่งต้องการที่จะให้ท่านอำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรคเข้าร่วมงานด้วย ท่านท่านอำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรคได้ปฎิเสธในระยะต้น แต่ต่อมาท่านท่านอำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรคได้ตกลงใจว่าจะร่วมงานกับบริษัติประชีวิตบูรพา เพราะท่านเห็นว่าเป็นการช่วยส่วนรวมทางหนึ่ง จากความสามารถในการทำงานของท่าน ท่านจึงได้รับรางวัลตุ๊กตาทองเป็นเวลา ๓ สมัย้อนกัน และได้รับเกียรติบัตรชมเชยจากบริษัตินั้นๆ ในระหว่างนี้ท่านอำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรคท่านห็ยังคงเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของบ้านเมืองงานทางสังคม และทางการศึกษาอย่างสม่ำเสมอ ท่านนายกชุมนุมนิสดเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรกและเป็นประธานสภาจังหวัดปัตตานีคนแรกตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๕๙๘.
( รูปที่ท่านได้ถ่ายไว้ เป็นรูปมัสยิดกลางปัตตานี )

( ทองเเดงแกะสลัก แกะสลักเป็นรูปช้างฝูงใหญ่ )

( เครื่องใช้สำหรับการทำงาน )

          ประวัติความเป็นมาของเรือน อำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรค
  
       เรือนอำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรค เป็นบ้านไม้หลังใหย่ที่สะท้อนให้เราเห็นถึงความสามารถของเจ้าของและนายช่างในการผสมผสานวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมตะวันตกได้อย่างกลมกลืนกันและสวยงามมากขึ้นโดยผู้เป็นเจ้าของคือ อำมาตย์โท พระยาพิบูลพิทยาพรรค ( ทอง คุปตาสา ) ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการของจังหวัดปัตตานีและกรรมการของจังหวัดนครศรีธรรมราช
       บ้านหลังนี้สร้างโดยช่างที่เป็นชาวจีน เสร็จประมาณปี พุทธศักราช ๒๔๗๖ เป็นปีที่อำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรคลาออกจากราชการ เดิมบ้านหลังนี้เคยตั้งอยู่เลขที่ ๓ ถนนสฤษดี่ บ้านหลังนี้หันมาทางทิศใต้เยื้องงกับโรงพยาบาลปัตตานีเก่าทิศตะวันออกคลองสามัคคี ด้านหลังบ้านติดถนนโรงเรียนเหล้าสาย ข บ้านตั้งอยู่ในเนื้อที่ประมาณ ๒๐ ไร่ ซึ่งท่านอำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรคใช้ปลูกพืชผัก ผลไม้ ดอกไม้นานาชนิด จนบ้านและบริเวณบ้านนั้นเต็มไปด้วยพืชพันธ์ต่างๆเเละเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในนามว่า
 '' บ้านสวน ''
       เรือนอำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรคหลังนี้สร้างด้วยไม้เกือบทั้งหลัง ๒ ชั้น สูงจากพื้นดินประมาณ ๓๗๐ ซม. มีเนื้อที่ชั้นล่างและชั้นบนเท่ากันชั้นละ๙๐ ตารางเมตร ชั้นล่างมี ๓ ห้อง ห้องด้านหน้าเป็นห้องรับแขก ห้องถัดมาทางด้านหลังของตัวบ้านเป็นห้องนอนของคุณสิน ตรงข้ามเป็นห้องโกงใหญ่ ที่มีตู้และชั้นวางหนังสือกั้นแทนฝา เป็นห้องทำงาน และห้องพักผ่อนของท่านอำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรค ซึ้งภายหลังเมื่อมีอายุมากขึ้นท่านได้ใช้เป็นห้องนอน ด้านหลังเป็นเฉลียงขนาด ๘x๓เมตร มีลูกกรงไม้ล้อมรอบเป็นที่อเนกประสงค์ ต่อจากเฉลียงมีระเบียงไม้ลดระดับขนาด ๑๑x๑๕ เมตร ซึ่งมีระดับเดียวกับบ้านหลังใหญ่ เเละต่อไปยังเรือนครัวซึ่งลดระดับต่ำลงไปอีก และสูงจากพื้นดินประมาณ ๕๐ ซม. ระเบียงนี้ส่วนที่ติด กับเฉลียงเป็นที่รับประทานอาหารของท่านอำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรค และครอบครัวของท่าน
       ชั้นบนของบ้านมีเนื้อที่หลังแบ่งออกเป็น ๕ ห้อง ห้องที่อยู่หัวบรรไดเป็นห้องมุมเป็นห้องนอนของท่านอำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรค ห้องตรงข้ามเป็นห้องพักของลูกหลานของท่าน ตรงข้ามเดินไประหว่างสองห้องนี้เป็นห้องนั่งเล่น ติดกับห้องนี้และห้องนอนของท่านเป็นห้องเก็บของ
       บ้านโบราณหลังนี้มีหลังคา รวมทั้งมีลวดลายแหะสลักตกแต่งตามลักษณะบ้านแบบยุโรปที่เริ่มสร้างในประเทศไทยตั้งแต่ปลายสมัยราชกาลที่๔ แท่งกรุงรัฒนโกสินทร์โดยมีหน้าต่างแคบยาว ตีไม้เป็นบานเกล็ดตายตัว แต่มีหน้าจั่วเพิ่มมาด้านหน้า ตัวบ้านทาสีฟ้าออ่นตัดขอบสีฟ้าเข้ม คนในสมัยก่อนเชื่อว่า ผู้ที่สร้างบ้านเรือนแล้วมีบรรไดเป็นเลขคี่ เชื่อว่าเป็นเลขคน แต่บ้านใครมีบรรไดเลขคู่เป็นเลขผี ทำให้คนในสมัยก่อนนิยมปลูกบ้านมีบรรไดเลขคี่เกือบทุกหลัง
       ปัจจุบันเรือนอำมาตย์ พระยาพิบูลพิทยาพรรคอยู่ในความดูแลของสถาบันสัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา มหาวิทนาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี.....
     
       อำมาตย์โท พระยาพิบูลพิทยาพรรค (ทอง คุปตาสา) เป็นธรรมการมณฑลปัตตานี และท่านยังได้รับการยกย่องจากชาวปัตตานีว่า เป็นบิดาแห่งการศึกษาของชาวปัตตานี โดยเป็นผู้ริเริ่มให้มีตำราเรียนเขียนไทยขึ้นเป็นครั้งแรกสำหรับใช้ในมณฑลปัตตานี และท่านยังเป็นบุคคลแรกที่ร่วมมือกับสมุหเทศาภิบาล ปรับปรุงและขยายกิจการลูกเสือให้แพร่หลาย จนได้รับคำประกาศเกียรติคุณและคำชมเชยจากเสนาบดีกระทรวงธรรมการ ในหนังสือวิทยาจารย์ว่า "ปัตตานีเป็นมณฑลตัวอย่าง คือดีทั้งการศึกษา การลูกเสือ รวมทั้งอนุสภากาชาดด้วย"


          : แหล่งอ้างอิง :
 - ข้อความบางส่วนมาจาก พิพิธพันธ์เรือน อำมาตย์โท พิทยาพิบูลพรรค จังหวัดปัตตานี
 - ข้อความข้างท้ายมาจาก http://www.kananurak.com/mcontents/marticle.php?headtitle=mcontents&id=74130&Ntype=3



วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

เจ้าเมืองกอตอ

ตำนานเรื่อง เจ้าเมืองกอตอ

ในสามจังหวัดชายแดนใต้มีเรื่องเล่าและตำนานเกี่ยวกับความเชื่อต่างๆมากมาย อีกทั้งยังมีเรื่องลี้ลับที่ให้เราค้นคว้าและศึกษาเรื่องนั้นๆ อย่างเช่น ตำนานเรื่องเจ้าเมืองปัตตานี ( เจ้าเมืองกอตอ ) เป็นตำนานที่เกี่ยวกับเมืองแห่งหนึ่งที่บอกเล่าสืบต่อกันมานับร้อยๆปี เป็นสมบัติและมรดกของชาติที่บรรพบุรุษ ( เจ้าเมืองกอตอ )ได้สืบต่อกันมานาน
    

     เรื่องราวของ เมืองกอตอ เป็นเมืองในตำนานที่บอกเล่าสืบต่อกันมานานนับร้อยๆปี จนมีผู้คัดลอกเรียบเรียงเป็นบันทึกขึ้นในสมัยช่วงเวลาก่อนราชกาลที่ ๕ และกลายเป็นมรดกตกทอก
     บ้านกอตออยู่ห่างจากตลาดรือเสาะราว ๕ กิโลเมตร เป็นพื้นที่วังเดิมซึ่งมีร่องรอยคูน้ำคันดินล้อมรอบ สันนิษฐานว่าเป็นวังขนาดใหญ่ที่น่าจะมีความเชื่อมโยงกับเจ้าเมืองรามัน เมืองเคดาห์
เมืองกลันตัน เมืองปัตตานี ซึ่งเป็นบ้านเมืองในเส้นทางข้ามคาบสมุทรทั้งสองฝั่งทะเล



ตามตำนานเล่าว่าเป็นเมืองรอบๆของเมืองรามัน ซึ่งเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์มากเพราะมีแร่ธาตุเยอะและคุณภาพดีและทางเศรษฐกิจก็ถือว่าดีมากเนื่องจากเมืองรามันเป็นศูนย์กลางการค้าช้างป่าเป็นสินค้าส่งออก  เจ้าเมืองกอตอสร้างอาณาจักรด้วยไม้ตะเคียน เสากลมใหญ่ พื้นไม้สยา ใช้หมุดเหล็กขนาดใหญ่เท่าแขน หลังคามุงด้วยใบจากที่ผูกด้วยหวาย ไว้เป็นที่ประทับทางด้านขวามีอาคารสำหรับรับแขกเมือง อาคารด้านซ้ายเป็นที่ว่าการเกี่ยวกับบ้านเมือง เสื่อทั้งหมดทำด้วยหวายผ่าสี่ หุงข้าวด้วยกระทะใบใหญ่ (กาเวาะห์) ทุกวันที่ประตูวังมีเจ้าหน้าที่เฝ้า ๒ คน ทั้งกลางวันกลางคืน ถือหอกและกริชหอกยาวไว้สู้กับช้างเถื่อนและคนที่คิดไม่ดี คนปัตตานีทั้งเจ้าเมืองเล็กเจ้าเมืองใหญ่ พร้อมใจกันอยู่ภายใต้อำนาจมะละกาเพราะเป็นมลายูและนับถือศาสนาอิสลามด้วยกัน และชมเชยนักรบของสุลต่านมะลากาที่โด่งดังชื่อ ฮังตูวะห์เมื่อสุลต่านปาตานีเสด็จมะละกาด้วยก็เชิญฮังตูวะห์เยือนปาตานีด้วย   การมาเยือนของ ฮังตูวะห์ยังปรากฏเป็นที่ระลึกตั้งชื่อบ่อน้ำจืดสำคัญของเมืองปาตานีที่อยู่ชายทะเลและยังปรากฏสืบมาจนถึงปัจจุบัน


พระราชาที่มีเขี้ยวเดินทางจากเมืองเคดาห์ จะเดินทางไปเมืองกลันตัน ผ่านท้องถิ่นหลายแห่ง จนมาถึงเมืองรามัน และได้แต่งงานกับธิดาเจ้าเมืองรามัน ชื่อ ตวนปุตรีผู้มีความงดงาม เมืองรามันจัดงานแต่งงานใหญ่โต มีการแห่ด้วยช้างเผือก ๓ เชือก และช้างอื่น ๆ อีก ๔๐ เชือก ราชาบือเชียงอยู่ที่เมืองรามันเป็นเวลา ๑๓ เดือน ก็จะเดินทางไปเมืองกลันตันต่อไป ขณะนั้นตวนปุตรี กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งครบกำหนดจะคลอดก็ต้องติดตามสามีไปด้วย เมื่อไปถึง ณ ที่แห่งหนึ่ง ตวนปุตรี เจ็บท้องจะคลอด จึงหยุดที่ตรงนั้นและคลอดบุตรได้บุตรชาย ชื่อว่า มายนหรือ มายง


กล่าวกันว่า เจ้าเมืองกอตอปกครองบ้านเมืองไม่เป็นธรรม เลี้ยงช้างมากมายแต่ปล่อยให้ช้างไปทำลายไร่สวนของชาวบ้าน ใครมีลูกสาวสวยก็จะถูกเจ้าเมืองนำไปอยู่วัง จึงมีราษฎรไปรายงานให้สุลต่านปาตานีทราบ จึงส่งครูสอนศาสนาไปให้คำแนะนำสั่งสอน เจ้าเมืองกอตอจึงได้งดกระทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม บ้านเมืองจึงได้สงบสุข



http://www.lek-prapai.org/publish_show.php?id=75

ตำนานว่าววงเดือน


                                                 





ชื่อเรื่อง  ว่าววงเดือนเสน่ห์มลายู
       ยามหน้าร้อนมาเยือน ภาพการละเล่นอย่างหนึ่งที่มีให้เห็นกันทั่วทุกภูมิภาคนั่นคือ"การเล่นว่าว" ที่เเต่ละท้องถิ่นได้ประดิษฐ์เเล้วนำออกมาล้อลมในเเบบที่เเตกต่างกันไปทั้ง ว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า ว่าวงูคำว่า “ว่าว” ในภาษาไทย หรือ “Kite” ในภาษาอังกฤษ มีความหมายว่า เป็นเครื่องเล่นรูปต่างๆ มีไม้เบาๆ เป็นโครง แล้วปิดด้วยกระดาษหรือผ้าบางๆ ปล่อยให้ลอยขึ้นไปในอากาศ โดยมีเชือกหรือป่านยึดไว้ว่าว เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์ทำขึ้นมา เป็นการละเล่นเพื่อความบันเทิงและเพื่อประโยชน์อย่างอื่นมาเป็นเวลานับพันปีแล้ว โดยไม่ทราบกำเนิดที่แน่ชัดว่า ว่าวเกิดขึ้นที่ชาติใดก่อนเป็นครั้งแรก เพราะว่าวเป็นการเล่นที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เล่นกันเกือบทุกชาติทุกภาษา มาแล้ว ในที่สุดจากกิจกรรมก็พลิกผันสู่การสร้างรายได้ชนิดที่เป็นกอบเป็นกำ ในฤดูคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ใช้เวลาว่างจาการทำสวนยาง มาผลิตว่าวเพื่อจำหน่ายเเละไว้เล่นเองเพื่อเอาความสนุกสนานควบคู่กันไปโดยเฉพาะ"ว่าววงเดือน"
       ตามตำนานสมัยก่อนเล่าสืบต่อกันมาว่า"ว่าววงเดือน"เป็นของเล่นเทวดา จึงทำให้ว่าววงเดือนมีรูปเทวดา ทั้งนี้ ว่าววงเดือนมีหลายชนิดเเล้วเเต่ผู้เล่นจะละเล่นตามใจชอบ อดีตจนถึงปัจจุบันมีการละเล่นว่าวน้อยลงเนื่องจากมีการพัฒนาทางด้านเทคโลโนยีมากขึ้นทำให้เด็ดสมัยนี้ไม่ค่อยมีเวลากับการละเล่นพื้นบ้าน เเต่ละคนต่างเล่นเครื่องมือสื่อสารต่างยี่ห้อกันไป ซึ่งว่าวก็มีประวัติในสมัยเก่ามากมายอาทิ ในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา ว่าวนิได้เป็นได้เฉพาะการละเล่นเพื่อความสนุกเท่านั้น เเต่มีการใช้ว่าวการทำสงความ จนมาถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้จัดการแข่งขันกีฬาว่าว ระหว่างจุฬา-ปักเป้าประจำปีขึ้นมาอีก แต่ก็มีอันต้องว่างเว้นไปอีก เนื่องจากว่า รัฐบาลไม่ส่งเสริม และว่าวเป็นสิ่งที่สร้างปัญหากับระบบการจ่ายไฟฟ้า เพราะมีว่าวไปติดสายไฟ และเคยมีคนถูกไฟดูดตายก็มีมาก จึงทำให้การเล่นว่าวเสื่อมความนิยมลงไป และคนมีที่มีภูมิปัญญาด้านนี้เริ่มร่อยหรอลง เด็กรุ่นใหม่ที่เล่นและทำว่าวเองเริ่มที่จะไม่มีให้พบเห็น ซึ่งลักษณะของว่าวอาทิ"ว่าวจุฬา" มีขนาดโตกว่าปักเป้ามาก บางตัวยาวถึง 2 เมตร มีลักษณะคล้ายดาวห้าแฉกไม่มีหางผูกคอซุงที่อกจึงทำให้ส่ายไปมาได้ มีอาวุธคือ “จำปา” เป็นไม้เหลาโค้งประกบติดสายป่าน ต่อจากซุงลงมา สำหรับเกี่ยวว่าวปักเป้า  "ว่าวปักเป้า" มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนผูกคอซุงที่อก และมีหางยาวไว้ถ่วงน้ำหนัก ที่มุมด้านล่างของตัวว่าวมีอาวุธคือ “เหนียง” เป็นห่วงป่านติดใต้คอซุงลงมา เอาไว้คล้องตัวว่าวจุฬา สำหรับการทำว่าวจุฬาและปักเป้านั้นต้องอาศัยฝีมือที่ประณีต มักนิยมใช้ไม้ไผ่สีสุกเท่านั้น ในการทำโครงว่าว การคัดเลือกไม้ การดัดและเหลาไม้ การผูกว่าว แต่ละคนจะมีเคล็ดลับแตกต่างกันไป  โดยการใช้หม้อประจุดินดำผูกสายป่านว่าวไปถึงหม้อดินดำระเบิดตกไปไหม้บ้านเรือน เเละสมัยกรุงรัตนโกสินทร์การเล่นละเล่นว่าวเเละการกีฬาที่นิยมในรัชสมัยพระบาทมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนับสนุนกีฬาเล่นว่าว มีว่าวประกวด ว่าวลายลักษณ์อักษร เพื่อให้การเเข่งขันยุติธรรมเเละสนุกสนาน ซึ่งว่าวนิยมเล่นที่โล่งกว้างเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจาการขาดลมทำให้ว่าวตกใส่บ้านเรือนต่อมาในปีพทธศักราช 2526 ได้มีการสนับสนุนกีฬาเล่นว่าวมากขึ้นโดยจัดงานมหกรรมใว่าวไทย ณบริเวณท้องสนามหลวง โดยมีพระเทพพระรัตราชสุดาสยามบรมราชกุมารีได้เสด็จฯเป็นองค์ประธาน ซึ่งเปิดให้ประชาชนได้ชมความสวยงามภายในงานฟรี สำหรับขั้นตอนในการทำว่าวง่ายมากเเต่ต้องทำด้วยใจรักเเละมีเวลาให้กับการทำว่าวซึ่งอุปกรณ์ต่างๆมีครบทุกอย่างในหมู่บ้านเเละอีกอย่างมีงบประมาณในการทำว่าวน้อยลง หากว่าเราทำเพื่อจำหน่ายก็จะได้กำไรหลายเท่าตัวอุปกรณ์ก็คือ ไม้ไผ่เชือกผูกตัวว่าว มีดเหลา กระดาษว่าว กระดาษสี สายป่าน เเละกาว จากนั้นเข้านสู่กระบวนการผลิตหรือทำได้เลย ซึ่งชาวบ้านจะได้ความสนุกสนานเเล้วจะรักษา ความสวยงาม ความเป็นเอกลักษณ์ ของคนปลายด้ามขวานเเละในภูมิภาคอื่นๆให้คงอยู่กับการละเล่นในฤดูร้อนต่อไปให้ไม่ลืมเลย ผมยังจำได้เเม่นตอนวัยเด็กเมื่อถึงฤดูร้อนเด็กๆรุ่นเดียวกันก็จะประดิษฐ์ว่าวเป็นของตัวเองหาก เด็กคนไหนทำไม่เป็นก็สามารถที่จะจ้างให้เพื่อนอีกคนทำให้โดยราคาก็จะคิดตามลวดลายความสวยงามองว่าวเมื่อทำว่าวเสร็จก็พากันไปเล่นที่ทุ่งนาผมโชคดีมากที่เกิดในพื้นที่ชนบทเพราะได้เรียนรู้ ได้เล่น ในสิ่งที่เด็กในเมืองไม่เคยเล่น ซึ่งก็ผมก็ได้สัมผัสถึงความอุดมสมบูรณ์ในเเถบบริเเวณนั้น ทุ่งนาที่พร้อมเกี่ยว ลมที่อ่อนตัวเบาๆ สดชื่นใจเเละกาย เเละอีกอย่างว่าวก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีความสวยงามทางด้านวัฒนธรรมจัดอยู่ในการละเล่นพื้นบ้านของไทยซึ่งเป็นความคิดของบรรพบุรุษ ทั้งนี้การทำว่าวเพื่อให้ลูกหลานได้มีกิจกรรมที่สนุกสนานเเละไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทำให้สังคมเจริญมากยิ่งขึ้นมีคนดีเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมเเละหากว่าเรามองอีกด้านหนึ่งก็จะเป็นอาชีพเสริมให้กับผู้ว่างงานต่อไป
          อย่างไรก็ตามว่าวเป็นสิ่งที่คุ้นเคยของบรรพบุรุษทำให้ปัจจุบันมีการจัดการเเข่งขันประเภทว่าว หลายชนิดซึ่งก็ได้รับความสนใจให้กับชาวต่างชาติเเละคนไทยด้วยกันเเต่ ที่น่าสนใจคือประเทศจีน ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรม เก่าแก่และสำคัญของโลก มีองค์ประกอบที่เอื้ออำนวยต่อการเล่นว่าวเป็นอย่างยิ่งคือ ในประเทศจีนมีต้นไผ่เป็นจำนวนมาก ชาวจีนรู้จักการทอผ้าไหมและทำกระดาษมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 4,000 ปีมาแล้ว จากบันทึกเก่าแก่ของประเทศจีนที่ค้นพบทำให้ทราบว่า ชาวจีนรู้จักการทำว่าวและเล่นว่าวมาไม่น้อยกว่า 2,000 ปีมาแล้วเเละเด็กช่วยกันลดที่จะไม่มีจิจใตจะเล่นว่าวให้กลับมาเป็นเหมือนก่อนอย่างที่เคยเป็นมาหากมีฝ่ายเดียวรักษาคงไม่มีทางสำเร็จต้องช่วยกันรักษาวัฒนธรรมประเพณีการละเล่นทุกฝ่ายอย่างสม่ำเสมอ หากว่ามีการละเล่นเเบบนี้ตลอดไปก็จะเป็นผลดีต่อคนไทยเพราะกิจกรรมละเล่นมีเเค่ครั้งเดียวต่อปีเเละเเทบไม่ต้องลงทุนซื้อเหมือนกับของเล่นตามร้านค้าทั่วไปเเค่รู้วิธีประดิษฐ์ก็พอ
ตัวอย่างภาพ "ว่าววงเดือน"




 

อ้างอิง https://www.google.co.th/search?q=ว่าววงเดือน&source  
https://www.google.co.th/searchq=ความหมายของว่าว%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ei=kfj0UpS2F8i5iAe-pIDYCw&ved=0CAgQ_AUoAg&biw=1366&bih=630#q=%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7&tbm=isch 

ปัตตานีเมืองแห่งมนต์เสน่ห์ของชาวมุสลิม



                             ปัตตานีเมืองแห่งมนต์เสน่ห์ ที่หลากหลายทางด้านวัฒนธรรม อาหารการกิน และวิถีชีวิต
              ปัตตานีเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลตะวันออกของภาคใต้ติดกับทะเลจีนใต้ หรืออ่านไทย มีพื้นที่ประมาณ 1,640.356 ตารางกิโลเมตร มีแม่น้ำที่สำคัญ 2 สาย คือ แม่น้ำปัตตานีและแม่น้ำสายบุรี เป็นจังหวัดทีมีความเจริญรุ่งเรือนมากในฐานะเป็นเมืองหลวงชองอาณาจักรลังกาสุกะ ซึ่งเป็นรัฐอิสระของชาวไทยพุทธ ในพุทธศตวรรษที่ 7 มีอาณาเขต ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส  รัฐกลันตัน กับรัฐตรังกานูในประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันยังมีซากเมืองเก่าในยุคนั้นปรากฏให้เห็นที่อำเภอยะรัง 
                 กล่าวกันว่าเดิมนั้น จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาสเป็นดินแดนส่วนที่แยกมาจากรัฐมลายู -อิสลาม    ทีมีชื่อว่า นครรัฐปัตตานี ในอดีตซึ่งหากนับย้อนเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ต่อไปอีกระยะหนึ่ง จะพบว่าปัตตานีเป็นดินแดนแห่งราช-อาณาจักรฮินดู-พุทธ หรือฮินดู-ชวา ทีมีชื่อว่า ราชอาณาจักรลังกาสุกะ ซึ่งแบ่งยุคอารยธรรมได้เป็น 2     ยุคสมัย  คือ   ยุคแรก นับตั้งแต่ชาวลังกาสุกะ ยังเป็นคนที่นับถือลัทธิภูตวิญญาณ พราหมณ์ ฮินดู และพุธเรื่อยมา ถือเป็นช่วงที่ศาสนาอิสลามเริ่มมาแพร่สู่ราชอาณาจักรปัตตานี พ.ศ.2043 ยุคที่สอง นับตั้งแต่กษัตริย์ปัตตานีเริ่มนับถือศาสนาอิสลาม หรือสมัยวัฒนธรรมอิสลามจนถึงช่วงที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอกประชาธิปไตย (พ.ศ. 2043-2475)   เมื่อชาวปัตตานีนับถือศาสนาอิสลามและนิยมวัฒนธรรมอิสลาม (พ.ศ. 2043-2475) นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้นักการศาสนาอิสลามในปัตตานี สามารถแพร่แนวคิดของศาสนาอิสลามได้อย่างสะดวกขึ้น และประสบความสำเร็จสูงสุดเมือ   เชค ซาอิค นักการศาสนาอิสลามจากเมืองปาไซ สามารถโน้มน้าวกษัตริย์ราชวงศ์วังสาชื่อ พญาตูนากะปาให้ยอมนับถือศาสนาอิสลามได้ เมื่อ พ.ศ. 2006 และทรงเปลี่ยนพระนามเป็นสุลต่านอิสมาอิล ซาฮ์ ซิลลุลอฮ์ ต่อจากนั้นมาปัตตานีจึงเป็นที่รู้จัก และเป็นที่ยอมรับกันในนาม ปัตตานีดารุสสลาม หรือปัตตานีนครรัฐแห่งสันติภาพ  แม้ว่าประชาชนชาวปัตตานีในระดับชาวบ้าน จะเปลี่ยนเป็นมุสลิม  ก่อนหน้ากษัตริย์ของตนประมาณ 300 ปีมาแล้ว แต่การที่ตัดสินใจนับถือศาสนาอิสลามของกษัตริย์ในครั้งนั้น ทำให้อาณาจักรปัตตานีมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบเทวาธิราช เป็นสุลต่านตามแบบอิสลาม
                      ในปี พ.ศ. 24489 รัฐบาลสยามประกาศจัดตั้งมณฑลปัตตานีมีสุเหเทศาภิบาลที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลเป็น     คนปกครอง มีเมืองรวมอยู่ในมณฑลปัตตานี4 เมือง คือ เมืองปัตตานี  (รวมเมืองหนองจิก ยะหริ่ง และปัตตานี)  ยะลา (รวมเมืองรามัน และยะลา) สายบุรี และระแงะ ต่อมาในปี พ.ศ. 2465 ได้ยกฐานะเมืองทั้งสีเป็นจังหวัดทำให้ปัตตานี ยะลา สายบุรี และนราธิวาส มีฐานะเป็นจังหวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2465 เป็นต้นมา  ในสมัยมณฑลเทศาภิบาล อำนาจและบทบาทของเจ้าเมืองในระบบเดิมซึ่งมีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2043  ในปี2474 รัฐบาลประกาศยกเลิกมณฑลปัตตานี และยุบจังหวัดสายบุรี ลดฐานะเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดปัตตานี โดยรวมจังหวัดปัตตานี ยะลาและระแงะ ต่อมาในปี พ.ศ.2476 รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดระเบียบราชการส่วนภูมิภาค แบ่งการปกครองออกเป็นจังหวัด และอำเภอ ทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีฐานะเป็นจังหวัดในระบบราชการบริหารส่วนภูมิภาค และมี...ราชการจังหวัด เป็น...บริหารการปกครอง ตั้งแต่ พ.ศ. 2476 เป็นต้นมาจนถึง  ปัจจุบัน  

                  ตัวอย่างภาพ ซากเมืองเก่าในยุคนั้นและมัสยิดกรือเซะ ที่ยังปรากฎให้เห็น ณ ปัจจุบัน


แหล่งอ้างอิง  หนังสื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและหนังสื่อประวัติศาสตร์จังหวัดปัตตานี